จะรับมืออย่างไรให้ปลอดภัยจาก PM2.5

       ตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาถึงปัจจุบันประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาค่าฝุ่นละอองที่สูงเกินมาตรฐาน  ทำให้เวลาที่ผู้คนเดินทางออกไปจากบ้านเพื่อไปทำงานเกิดอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก โดยทุกวันนี้ประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองกันทุกวันโดยที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเลย และอย่างที่เราทราบกันดีว่าหากเราสูดเอาฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าไปในปอดของเราในปริมาณที่มาก

ร่างกายของเราจะค่อยค่อยทรุดโทรมลงเพราะฝุ่นละอองเหล่านี้จะเข้าไปทำร้ายการทำงานของระบบปอดของเรา ทำให้ระยะยาวเราจะเจ็บป่วยด้วยโรคภัยที่ร้ายแรงและยากต่อการรักษา อย่างเช่นการป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด  ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เกิดมาจากฝุ่นที่มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน และประชาชนทุกคนรู้ดีว่าฝุ่นเหล่านี้มาจากไหนแต่ก็ไม่มีใครที่จะร่วมมือทำให้ปริมาณฝุ่นลดลงไปเลย ยังคงเผาป่า ปล่อยควันดำกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นหากเรายังคงต้องอยู่ในสภาพที่อากาศมีแต่ฝุ่นละอองอยู่แบบนี้ เรามาดูกันว่า เราจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้ตัวของเราเองปลอดภัยจากฝุ่นละออง PM2.5 นี้กันค่ะ

               สำหรับอย่างแรกที่เราทำเลยก็คือ หาข้อมูลพื้นที่ในแต่ละวันก่อนออกจากบ้านว่าบริเวณโซนไหนบ้างที่มีค่าฝุ่นละอองสูงและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการตรวจหาพื้นที่ที่มีค่าละอองสูงนั้นปัจจุบันจะมี application ให้ดาวน์โหลดและเราสามารถดูข้อมูลเหล่านี้ผ่านทาง app ได้เลย หากเราพบว่าโซนไหนเป็นสีแดงก็ไม่ควรจะเดินทางไป

ที่สำคัญกิจกรรมทุกอย่างที่จะมีการจัดกลางแจ้งนอกอาคารนั้นควรงดไปก่อน ควรเลือกสถานที่การจัดงานต่างต่างภายในตัวอาคารจะดีที่สุด อย่างเช่น หากตอนเช้าเราต้องตื่นมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า มารำไทเก็ก หรือมาเต้นอาโรบิก  กิจกรรมเหล่านี้ควรงดออกไปก่อนหาวิธีการออกกำลังกายในร่มหรือที่บ้านแทนเป็นการชั่วคราว  แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถควบคุมหรือไม่สามารถเลี่ยงที่จะไปโซนที่มีค่าฝุ่นละอองเป็นสีแดงได้

เราควรจะหาตัวช่วยในการป้องกันไม่ให้ตัวเราสูดฝุ่นละอองเข้าไปในปอด ซึ่งอุปกรณ์ที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือหน้ากากอนามัย ที่มีการรับรองว่าเป็นรุ่นที่รองรับการป้องกันฝุ่น PM2.5  ได้ เพราะหน้ากากอนามัยมีหลายแบบ ดังนั้น หากเราใส่หน้ากากอนามัยแต่ไม่ใช่รุ่นที่กันฝุ่น PM2.5 ได้ก็จะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และสิ่งที่สำคัญคือเราควรรักษาร่างกายของเราให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันโรคได้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

ข้อแนะนำสำหรับร้านที่เปิดร้านขายอาหาร

ข้อแนะนำสำหรับร้านที่เปิดร้านขายอาหารให้กับลูกค้าในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19

     สำหรับปัจจุบันผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหารต่างๆสามารถให้บริการกับลูกค้าได้ด้วยการสะสมอาหารไว้ให้ลูกค้าที่บ้านหรือให้ลูกค้าเดินทางมาซื้ออาหารด้วยตนเองแต่ไม่สามารถที่จะให้ลูกค้านั่งทานอาหารที่ร้านได้ซึ่งนี่คือหนึ่งในนโยบายในการลดความเสี่ยงที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่จะเกิดขึ้นซึ่งทำให้ปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่จึงต้องเปิดบริการส่งอาหารไปให้ลูกค้าเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง

เพราะหากไม่มีบริการจัดส่งอาหารไปให้รายได้ของร้านค้าก็จะลดลงเพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเดินทางออกมาซื้ออาหารด้วยตนเองด้วยสถานการณ์ตอนนี้มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ไปในทุกพื้นที่ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมีความกลัวว่าออกมานอกบ้านแล้วจะได้รับเชื้อไวรัสจึงมักจะนิยมสั่งอาหารรับประทานกันมากกว่าดังนั้นเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในอาหารที่ทางร้านทำแล้วจะส่งออกไปให้ร้านค้าจึงควรมีวิธีการที่จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าอาหารของร้านปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19

      สำหรับร้านค้านั้นมีวิธีการที่จะต้องบริหารจัดการร้านค้าของตนเองด้วยการปรุงอาหารที่สุกโดยใช้ความร้อนต้องไม่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียสอาหารที่จัดส่งให้กับลูกค้าควรจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ไม่ใช่อาหารที่ทำไว้นานแล้วและผู้ที่เป็นแม่ครัวหรือพ่อครัวควรจะมีการใส่หน้ากากอนามัย  ใส่หมวกปิดผมรวมถึงสวมถุงมือในขณะที่มีการทำอาหารเพื่อป้องกันเชื้อโรคหล่นลงไปในอาหารและหากพ่อครัวหรือแม่ครัว

มีอาการไม่สบายไม่ว่าจะเป็นอาการตัวร้อนเป็นไข้ไอจามหรือมีน้ำมูกรวมถึงระบบการหายใจไม่ค่อยปกติควรที่จะหยุดงานแล้วไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 รักษาอาการป่วยที่สำคัญพนักงานภายในร้านไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟพ่อครัวแม่ครัวหรือแม้แต่พนักงานคิดเงินก็ควรจะมีการใช้เจลล้างมือบ่อยๆเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคหรืออาจจะใช้เป็นลักษณะของการล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก็ได้  สำหรับตัวร้านค้าเองนั้นจะมีการจัดสถานที่ที่เป็นที่โล่งสามารถให้ลมพัดผ่านได้และจัดสถานที่ให้เพียงพอกับพนักงานที่จะมารับอาหาร

หรือพนักงานเดลิเวอรี่ที่จะมารับอาหาร ลูกค้าควรให้พนักงานเหล่านั้นสามารถมีที่ยืนเป็นระยะประมาณ 1-2 เมตรไม่ควรให้อยู่ในห้องที่มีการแออัดเพราะอาจจะทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสขึ้นมาได้สำหรับกล่องอาหารที่จะใช้บรรจุให้กับลูกค้านั้นควรจะเป็นกล่องอาหารที่มีการปกปิดไม่มิดชิด  แข็งแรงเพื่อไม่ให้อาหารได้รับการปนเปื้อน

จากสิ่งสกปรกที่สำคัญเรายังรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องของการใช้กล่องโฟมกันอยู่เพื่อลดปัญหาโลกร้อนและการทำอาหารเมื่อทำเสร็จแล้วควรจะมีการติดป้ายบอกหรือเขียนบอกกับลูกค้าด้วยว่าอาหารผลิตเมื่อไหร่และจะหมดอายุวันไหนรวมถึงชื่อร้านอะไรเพื่อที่หากมีปัญหาอะไรทางลูกค้าจะได้มีการติดต่อกับเจ้าของร้านได้ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้นออนไลน์

น้ำมะเขือเทศดอยคำดีอย่างไร

มะเขือเทศถือว่าเป็นทั้งผักและผลไม้ และเป็นทั้งผักผลไม้ที่มีประโยชน์สูงมาก แต่เนื่องจากในบางครั้งจะให้มานั่งกินมะเขือเทศเป็นลูกๆวันละหลายๆลูกในวันต่อวันนั้นก็อาจจะดูเป็นเรื่องที่ยาก การดื่มน้ำมะเขือเทศก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายในการที่จะได้รับสารอาหารจากมะเขือเทศ และน้ำมะเขือเทศที่ได้รับความนิยมและสามารถหาซื้อได้ง่ายทั่วไปตามตลาดก็คือน้ำมะเขือเทศดอยคำนั่นเอง

น้ำมะเขือเทศนั้นถือเป็นเคล็ดลับหรือตัวช่วยในการดูและและบำรุงผิวพรรณ โดยน้ำมะเขือเทศดอยคำนั้นจะมีหลากหลายสูตรให้เลือกแต่สูตรที่แนะนำจะเป็นสูตรน้ำมะเขือเทศโซเดียมต่ำ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอดีต่อวันนั่นเอง และยี่ห้อดอยคำนั้นเป็นยี่ห้อที่ไม่มีการใส่วัตถุกันเสียไม่มีการเจือสีและการแต่งกลิ่นสังเคราะห์ โดยส่วนประกอบนอกจากน้ำมะเขือเทศที่มีถึง 99% แล้วนั้น

ยังมีส่วนประกอบอื่นๆคือ แคลเซียม คอลลาเจน ไลโคปีน วิตามินเอ และวิตามินซีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อผิวพรรณอย่างมาก และสำหรับคนที่กังวลเรื่องน้ำหนัก ว่าดื่มแล้วจะอ้วนไหม ไม่ต้องกังวลเลยเพราะน้ำมะเขือเทศดอยคำนั้นมีพลังงานจากไขมัน 0 % และให้พลังงานทั้งหมดเพียง 50 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ดังนั้นสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนักก็สามารถที่จะรับประทานได้ 

ซึ่งในตัวมะเขือเทศเทศนั้นมีสารและวิตามินที่ดีต่อผิวพรรณของเรามากๆ ที่เร้านั้นรู้จักและคุ้นหูกันดีก็คือ ไลโคปีนนั่นเอง เป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ดีจะทำให้ผิวเรานั้นสามรถทนทานต่อแสงแดดได้ดีและทนทานต่อมลพิษและมลภาวะต่างๆด้วย เพราะมลภาวะต่างๆนั้นสามารถส่งผลให้ผิวเรานั้นเกิดความหมองคล้ำได้ รูขุมขนกว้าง หน้ามันและเป็นปัญหาของการเกิดสิวนั่นเอง

นอกจากไลโคปีนแล้วยังมีเบต้าแคโรทีน ถ้าเรากินเข้าไปก็จะถูกเปลี่ยนให้ไปอยู่ในรูปแบบของวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยทำให้เซลล์ผิวของเรานั้นแข็งแรงขึ้นนั่นเอง ปรับผิวของเราให้เกิดความสมดุลและยังทำให้รูขุมขนของเรานั้นเล็กลงและกระชับขึ้นอีกด้วย ดังนั้นก็จะลดปัญหาการเกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวโดยเฉพาะการเป็นสิวนั่นเอง

และมีนาริรจีนิน จะช่วยในการลดการอักเสบของผิวที่เกิดจากแสงแดด มลพิษและความร้อนต่างๆที่มาทำร้ายผิวของเราให้เกิดความหมองคล้ำและโทรม ก็จะช่วยทำให้ผิวเรานั้นกลับมาตื่นตัวหรือกลับมาสดใสขึ้นได้ และเมื่อมีการรับประทานน้ำมะเขือเทศอย่างต่อเนื่องก็จะได้ผลลัพธ์ผิวที่มีความกระจ่างใสขึ้น รูขุมขนเล็กลง และความมันบนผิวหน้าลดลงด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

เหรียญสองด้าน ของการกินเผ็ด 

          คนไทยส่วนใหญ่นิยมทานอาการรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ด แทบจะทุกภาคของประเทศไทย อาหารขึ้นชื่อของแต่ละภาคก็จะมีความจัดจ้านของรสเผ็ดรวมอยู่ด้วย การทานเผ็ดอาจก่อให้เกิดโทษหลายอย่างแต่ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอการทานอาหารเผ็ดก็เช่นกัน มันมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าการทานเผ็ดนอกจากที่ทำให้เราทานอาหารอร่อยแล้วจะมีประโยชน์ยังไง วันนี้จะมาชี้ให้เห็นทั้งสองด้านของการทานเผ็ดให้ทราบกัน

          มาดูที่ประโยชน์จากการทานอาหารเผ็ดกันว่าจะมีดีอะไรบ้าง 

  1. การทานเผ็ดจะช่วยเรื่องของการทำให้ร่างกายเผาพลาญ สังเกตได้จากคนที่กินเผ็ดเหงื่อจะไหลเยอะ นั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังขับความร้อนของพริกออกมา 
  2. การทานพริกจะช่วยให้เรื่องระบบหายใจไม่ติดขัด  เพราะจะมีสารชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเรื่องของการลดน้ำมูก ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยอดีต คนสูอายุจะแนะนำให้เราทานเผ็ดมากๆ ในช่วงที่เราเป็นหวัดเพราะจะช่วยให้จมูกโล่ง
  3. รู้หรือไม่ว่าพริกก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
  4. พริก ช่วยลดอาการปวดฟันได้
  5. การกินพริกช่วยให้เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและลดการอุดตันของเส้นเลือดได้ 
  6. ที่สำคัญการกินพริกจะช่วยให้เราสดชื่น 

แต่ใช่ว่าการเผ็ดจะช่วยให้เกิดผลดีกับร่างกายเราอย่างเดียว เมื่อมีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษเช่นกัน เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ เรามาดูข้อเสียจาการทานเผ็ดกันบ้าง

  1. อันดับแรกเลยคือโรคอ้วน เพราะการกินอาหารรสเผ็ดจะช่วยให้เรากินอาหารได้เยอะขึ้นเพราะรสชาติที่อร่อย ดังนั้นเมื่อกินมากก็อ้วนมาก เป็นข้อเสียของการกินเผ็ดที่แทบจะทำให้เลิกกินเผ็ดกันเลยทีเดียว
  2. เมื่อกินเผ็ดเรื่องของการปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้แต่การเป็นโรคกระเพาะก็จะตามมาทันที โดยเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆว่าเมื่อเรากินเผ็ดมากๆ เราจะแสบท้อง บางครั้งท้องเสียจนหมดแรงเลยก็มี
  3. อย่างที่บอกในข้อดีของพริกว่าช่วยระบบหมุนเวียนของเลือด ดังนั้นมันจะไปส่งผลต่อหัวใจให้ทำงานหนัก อาจทำให้เลี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่ายๆ 
  4. และที่พบบ่อยที่สุดคือ หากเราไม่ระวัง ถ้ามือไปถูกพริกจะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง จะแสบผิวตรงที่โดนพริกได้หรือบางทีหากจับพริกแล้วไม่ได้ล้างมือแล้วนำมือไปขยี้ตา ก็ทำให้แสบตาได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าพริกมีทั้งคุณและโทษ การกินพริกไม่ได้มีผลดีด้านเดียวหรือผลร้ายด้านเดียว ดังนั้นคุณควรตัดสินใจว่าจะเลือกทานหรือไม่ทาน แต่ถ้าหากเลือกที่จะทานพริก แนะนำให้ลดปริมาณความเผ็ดลง ก็จะช่วยลดผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกันนะคะ 

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

ผลไม้กินมากก็อ้วนได้เหมือนกัน

คงเคยได้ยินที่ใครหลายๆก็ต่างมักจะพูดว่า “กินผลไม้ดีกว่าขนม” “กินผลไม้แล้วไม่อ้วน” เวลาที่เราลดหุ่น ลดน้ำหนัก หลายคนจึงเลือกการทานผลไม้เป็นของว่างแทนขนม หรือทานทุกหลังมื้ออาหาร

แต่รู้หรือไม่ถึงแม้ว่าผลไม้จะวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่ถ้าหากทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน เพราะในผลไม้ทุกชนิดก็มีความหวานจากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เราจึงควรเรียนรู้ว่าน้ำตาลแต่ละชนิดที่อยู่ในผลไม้มีอะไรบ้าง ทำหน้าที่และมีโยชน์ต่อร่างกายอย่างไหร่

1.น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ทั่วไปและอาหารจำพวกแป้ง เป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวความหวานสัมพันธ์ 70-80 ความหวานจัดอยู่ในระดับปานกลาง น้ำตาลกลูโคสคือ น้ำตาลในเลือด ที่ร่างกายสามารถทำการย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพราะเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย และพลังงานที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2.น้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ที่มีรสหวานและในน้ำผึ้ง ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือในรูปแบบโมเลกุลคู่กับน้ำตาลกลูโคสของน้ำตาลทราย น้ำตาลชนิดนี้มีความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกายได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ทำให้ผลไม้ที่ส่วนประกอบของน้ำตาลฟรุกโตสมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

3.น้ำตาลซูโครส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้สุกเกือบทุกประเภท และอยู่ในน้ำทรายขาว น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย เป็นต้น มีการค้นพบว่าเมื่อรับประทานผลไม้หรืออาหารที่ส่วนประกอบของน้ำตาลซูโครสจะทำการแตกตัวออกหรือถูกย่อย จะให้เกิดการแตกตัวของน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสอย่างละ 1 โมเลกุล

การรับประทานผลไม้นั้นมีประโยชน์ก็จริงเพราะร่างกายจะได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติ แต่ถ้าหากว่ารับประทานผลไม้มากเกินไป ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญออกได้หมด เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันสะสมที่จะทำให้อ้วนได้ ไม่ได้ต่างจากอาหารประเภทอื่นๆ แต่อย่าไม่กลัวจนถึงขั้นงดรับประทาน เพราะในผลไม้นั้นมีประโยชน์ มีใยอาหารสูง ไขมันต่ำ และมีการทำวิจัยออกมาว่าการทานผลไม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอื่นๆ แต่สิ่งที่เราควรคำนึกในการรับประทานผลไม้และอาหารทุกชนิด

ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เยอะจนเกินไป ผลไม้จะทานให้มีปะสิทธิภาพมากที่สุดควรที่จะทานเป็นผลไม้สด หลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูป ผลไม้อบแห้ง ผลไม้ดอง เพราะในผลไม้พวกนี้ได้สูญเสียสารอาหารบางชนิดไปและมีโซเดียมเพิ่มมากขึ้น

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ตัดผมสั้นอย่างไรให้สวยเป๊ะ2

การตัดผมสั้นให้สวยเป๊ะได้นั้นก็คือจะต้องคำนึงในเรื่องของโครงหน้าของเรานั่นเอง เพราะเมื่อเรารู้ว่าเรานั้นมีโครงหน้าแบบไหนก็จะสามารถทำให้เรานั้นตัดผมสั้นได้อย่างสวยเป๊ะนั่นเอง ซึ่งโครงหน้าที่นิยมตัดผมสั้นนั้นก็คงจะเป็นคนที่มีโครงหน้าเหลี่ยมนั่นเอง

เพราะในการตัดผมสั้นเป็นการช่วยปกปิดความเหลี่ยมของใบหน้าด้วย ทำให้สาวๆที่มีปัญหาในเรื่องโครงหน้าเหลี่ยมนั้นก็มักจะตัดผมสั้นเพื่ออำพรางหน้าเหลี่ยมนั่นเอง ถึงแม้จะตัดผมสั้นแล้ว แต่ถ้าหากเลือกทรงผมที่ไม่เหมาะกับใบหน้าที่เหลี่ยมนั้น ก็อาจจะยิ่งไปเพิ่มความเหลี่ยมของหน้าก็ได้

ทรงผมสั้นสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่ควรหลีกเลี่ยงนั้นก็คือผมสั้นที่สั้นจนเกินไปเพราะการตัดผมสั้นที่สั้นเกินไปนั้นจะทำให้เห็นโครงหน้าในส่วนที่เหลี่ยมนั่นเอง ดังนั้นการควรหลีกเลี่ยงการซอยสั้นหรือการตัดผมสั้นเกินติ่งหูอย่างมากนั่นเอง แต่อาจจะแก้ไขถ้าหากมีการตัดหรือซอยผมที่สั้นเกินกว่าติ่งหูนั้น ก็อาจจะแก้ด้วยการตัดผมหน้าม้าแบบซีทรูหรือการตัดหน้าม้าแบบบางๆนั่นเอง เพราะจะช่วยทำให้โครงหน้าที่ดูเหลี่ยมนั้นมีมิติและดูเรียวขึ้นได้นั่นเอง และไม่ควรตัดหน้าม้าแบบหนาๆ เพราะอาจจะดูเหมือนเป็นการเอาอะไรมาเปะบนหน้าผากแล้วทำให้มันดูเหลี่ยมไปหมด

ทั้งผมหน้าม้าและหน้าด้วยนั่นเอง และสำหรับทรงผมสั้นที่เหมาะกับสาวๆหน้าดูเหลี่ยมนั้นก็คือการตัดผมสั้นในระดับที่เลยหูหรือพอดีคางนั่นเอง เพราะการตัดผมในลักษณะนี้นั้นจะช่วยไปอำพรางหน้าบริเวณที่เหลี่ยมนั่นเอง และนอกจากจะสามารถปิดโครงหน้าที่เหลี่ยมได้แล้วนั้นการตัดผมสั้นในระดับนี้ยังช่วยทำให้หน้าดูเรียวยาวขึ้นได้อีกด้วยและอย่างที่บอกว่าสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่อยากสวยเป๊ะนั้นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการตัดหน้าม้านั่นเอง ถึงแม้จะมีการตัดผมที่พอดีบริเวณกรอบหน้าเพื่ออำพรางหน้าแล้วแต่การตัดหน้าม้านั้นจะทำให้หน้าของเราดูสั้นนั่นเอง

ดังนั้นแล้วสาวหน้าเหลี่ยมไม่ควรตัดหน้าม้าอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากอยากได้ลุคคาวาอี้ก็อาจจะมีการตัดหน้าม้าแบบซีทรูเช่นกันเพราะจะช่วยทำให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้นได้นั่นเอง และการตัดผมสั้นนั้นก็จะต้องมีการจัดทรงอยู่เสมอ เพื่อความสวยเป๊ะอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

การตัดผมให้เข้ากับโครงหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงมาก เพราะนอกจากจะช่วยเสริมความสวยงามให้ใบหน้าแล้วนั้นยังสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราอีกด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ทำยังไงดีลูกน้อยไม่ยอมแปรงฟัน

เป็นปัญหาที่หนักใจและน่าปวดหัวกันมาตลอดของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สำหรับเรื่องการแปรงฟันของลูกน้อย เพราะถึงเวลาแปรงฟันทีไรลูกน้อยของคุณกลับร้องไห้โยเยและแสดงท่าทีต่อต้านขึ้นมาทันที ถ้าคุณใจอ่อนไม่ยอมให้ลูกของคุณแปรงฟันตามที่เค้าขอ อาจเกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงกับสุภาพช่องปากของลูกน้อยในอนาคตได้  

มีคุณพ่อคุณแม่บางบ้านใช้วิธีล็อคแขนล็อคขาบังคับให้ลูกน้อยอยู่นิ่งๆแล้วพยายามแปรงฟันให้เอง นั่นมันยิ่งทำให้ลูกของคุณรู้สึกหวาดกลัวกันไปใหญ่ดังนั้นคุณควรหาวิธีจูงใจให้ลูกน้อยของคุณมองว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานและเพลิดเพลินกันดีกว่าค่ะ

1.ปรับเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น   คุณพ่อคุณแม่เกือบทุกบ้านจะสอนให้ลูกแปรงฟันก่อนเข้านอน แต่คุณทราบไหมว่ายิ่งดึกเด็กก็จะยิ่งง่วงนอน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปรับเปลี่ยนเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น คือหลังรับประทานทานอาหารเย็นเสร็จก็ให้ชวนลูกของคุณแปรงฟันเลยทันทีและคุณต้องคอยพูดกำชับเพื่อไม่ให้ลูกของคุณกินขนมจนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน เมื่อแปรงฟันเร็ว ลูกคุณไม่ง่วงนอน ลูกคุณก็จะไม่งอแง

2.แปรงฟันพร้อมกันทั้งครอบครัว  เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมชอบลอกเลียนแบบ ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องแสดงความกระตือรือร้นทำให้ลูกมีความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งในการแปรงฟัน ไม่ใช้แค่ยืนออกคำสั่งจากเดียว ให้คุณเปลี่ยนแปลงการแปรงฟันที่น่าเบื่อของลูกมาชั่วโมงกิจกรรมสนุกๆที่ต้องทำไปพร้อมกันทั้งครอบครัว นอกจากลูกจะคิดว่าคุณเป็นตัวอย่างที่ดีของเค้าแล้ว คุณก็ยังจะได้สุขภาพช่องปากที่ดีเป็นของแถมตามไปด้วย

3.ใช้เพลงมาเป็นส่วนประกอบ ในขณะที่คุณพาลูกแปรงฟัน ให้คุณใช้เสียงเพลงมาเป็นตัวประกอบเข้าช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจให้เค้าอยากแปรงฟันมากขึ้น เลือกเพลงที่มีจังหวะสนุกๆที่ลูกคุณชอบ เปิดเพลงแล้วคุณควรเต้นตามจังหวะไปพร้อมกันกับลูก หาเพลงที่ยาวประมาณ 2-3 นาที เปลี่ยนเพลงใหม่ๆอยู่เรื่อย ลูกน้อยของคุณจะได้ไม่เบื่อง่าย

4.ชื่นชมทุกครั้งหลังแปรงฟัน   ทุกครั้งหลังแปรงฟันเสร็จให้คุณกล่าวชมเชยว่าเค้าเป็นคนเก่งและน่ารักเสมอ เพราะเด็กน้อยจะสัมผัสถึงความภาคภูมิใจในตัวเองที่เค้าสามารถทำให้พ่อแม่มีความสุขได้ เท่านั้นไม่พอคุณต้องให้รางวัลเค้าด้วยการสวมกอดและหอมที่แก้มเค้าไปด้วย มันจะยิ่งช่วยตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อลูกของคุณ

เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกๆคนนะคะ ขอให้คุณผ่านอุปสรรคเรื่องนี้ไปให้ได้ เพราะในการเลี้ยงลูกให้เติบโตและแข็งแรงนั้น คุณยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเจอะเจอ

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ชุดตรวจ hiv

โรคเสียงดังในหู

โรคเสียงดังในหู เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็จะมีเสียงคล้ายแมลงหวี่ บางทีก็จะเป็นเสียงทุ้มอาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ มักจะได้ยินตอนอยู่ที่เงียบๆหรือเวลากลางคืน โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายแต่บางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคซ้อนอยู่ที่เป็นอันตรายได้ คนไข้ส่วนใหญ่เป็นแล้วหายเองก็มีหรือถ้าไม่หายก็ควรปรึกษาาแพทย์ โรคเสียงดังในหูแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ Subjective Tinnitus และ Objective Tinnitus  สาเหตุของความผิดปกติประเภท Subjective Tinnitus  

1.) เกิดความผิดปกติที่หูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นนอกอักเสบ เนื้องอกของหูชั้นนอก 

2.) หูชั้นกลางมีการอักเสบ หรือมีน้ำขัง เนื่องจากท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ หรือมีหินปูนในหูชั้นกลาง 

3.) ประสาทหูชั้นในเสื่อมจากอายุ พบได้บ่อยอาการจะค่อยเป็นค่อยไป มักมีอาการได้ยินลดลง และมีความจำเสื่อม ปวดเวียนศีรษะร่วมด้วย 

4.) อันตรายจากเสียงดัง การได้รับเสียงที่ดังมาก ๆในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ได้ยินเสียงปีน เสียงระเบิด หรือเสียงประทัด ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังในระดับปานกลางเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ประสาทหูค่อยๆเสื่อมลง  

5.) เกิดการติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น หูน้ำหนวกที่ลุกลามเข้าหูชั้นใน การติดเชื้อซิฟิลิสเข้าหู หรือสมอง หรือไวรัสเอดส์ 

6.) เกิดความผิดปกติในสมอง โดยเฉพาะโรคของหลอดเลือด เช่น โรคMultiple sclerosis ปลอกเส้นประสาทอักเสบ หลอดเลือดในสมองตีบ โรคลมชัก เยื่อหุ้มสมอง หรือสมองอักเสบ โรคไมเกรน 

7.) ยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีพิษต่อหูชั้นใน ในอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง 

สาเหตุของความผิดปกติประเภท Objective Tinnitus คนใกล้ชิด หรือแพทย์ที่ตรวจสามารถได้ยินเสียงนั้นด้วย ซึ่งมีแหล่งจากต้นกำเนิดเสียงจริงที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งสาเหตุเสียงดังในหูประเภทนี้ได้แก่ 

1.) ความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับหลอดเลือดดำ หรือหลอดเลือดวางอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ หรือหลอดเลือดแดงโป่งพองบริเวณศีรษะ และคอที่อยู่ใกล้ชิดหูชั้นใน หรือแม้แต่ในสมองเอง มักเกิดพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือเมื่อออกกำลังกาย อาจได้ยินเมื่ออยู่ใกล้กับผู้ป่วยหรือเมื่อใช้ เครื่องช่วยฟัง 

2.) ความผิดปกติของการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน มีการกระตุกทำให้เกิดเสียง 

3.) เสียงดังในหูอาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก หากท่อปิดไม่สนิทขณะหายใจเข้าหรือออก อาจทำให้เกิดเสียงขึ้นได้ 

ออกกำลังกายอย่างไรให้มีกล้ามเนื้อ

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้เทรนด์กล้ามกำลังมาเลยก็ว่าได้นะ ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นมีอยากจะสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในผู้หญิงเองนั้นก็มีความต้องการเหมือนกัน ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าการมีกล้ามเนื้อที่ดีนั้นแสดงถึงสุขภาพที่ดีและความเซ็กซี่เบาๆ แต่ก็นั้นแหละปฏิเสธไม่ได้เลยจริงว่าการมีการเนื้อนั้นทำให้ร่างกายดูดีขึ้นได้จริงๆ

การจะสร้างกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง และเห็นได้ชัดนั้นจะต้องทำการออกกำลังกายเพื่อสร้างมันขึ้นมา แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนล่ะเพื่อให้กล้ามเนื้อขึ้นและเห็นได้ชัด การออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และขึ้นรูปมากที่สุดคือการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง

เป็นการออกกำลังกายที่ต้องพึ่งการใช้อุปกรณ์ในการเข้าช่วย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย บางคนมีความสงสัยว่าถ้าออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งแล้วช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ไขมันจะหายไปหรือไม่ แน่นอนว่าจะช่วยให้ไขมันหายไปอย่างแน่นอน จะทำให้สัดส่วนตรงนั้นของคุณดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายอ้วนหรือใหญ่เพราะไขมันมากจนเกินไป การเริ่มออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่งนั้นอาจจะไม่เหมาะสมสักเท่านั้น สิ่งที่คุณควรเริ่มทำคือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันออกจากร่างกายก่อน

ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจะถูกกล่าวว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำลายกล้ามเนื้อก็ตาม แต่คุณยังสามารถกลับมาออกกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาได้ การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งนั้นยังมีอีก 1 รูปแบบนั้นก็คือ บอดี้เวท การออกกกำลังกายแบบบอดี้เวทคือ การใช้น้ำหนักตัวของเรานั้นแทนอุปกรณ์ต่างๆนั้นเอง

ซึ่งท่าต่างๆสามารถหาทำตามได้อย่างง่าย แต่บอดี้เวทนั้นจะทำให้กล้ามเนื้อชัดเจนได้ไม่เท่ากับการเล่นเวทเทรนนิ่งกับอุปกรณ์ที่อยู่ในฟิตเนสหรือในยิม แต่ถึงอย่างไรนั้นถ้าคุณไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนสหรือยิม ใช้เวลา 15-20 นาทีกับบอดี้เวทก็ถือว่าได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้เช่นกัน และอีกปัจจัยสำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อคือ อาหาร แหล่งอาหารสำคัญของกล้ามเนื้อคือ โปรตีน

และเพื่อให้เพียงพอที่นำไปใช้เสริมสร้างคุณจะต้องทานโปรตีนให้ได้เท่ากับน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าเป็นไปได้อย่างที่จะทำให้ได้รับมากขนาดนั้น คนส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งอาหารเสริมอย่าง เวย์โปรตีน ที่จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพียงพอที่เข้าเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ เอาล่ะ เป็นไงบ้าง ถ้าคุณอย่างมีกล้ามเนื้อร่างกายที่สวยงามก็อย่าลืมปัจจัยต่างๆเหล่านี้ล่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

Suzuki rg150 ตำนานของ 150 thailand 

ซูซูกิชอบเป็นคนที่แหวกนะครับ

เป็นค่ายที่ค่อนข้างที่จะแหวกแนวมากๆก็สมชื่อจริงๆแหละ แกรมม่ามาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 150cc แต่เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวขอเบรคนิดนึงจริงๆเนี่ยต้องมีคนเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าแกรมม่ามาแน่ๆเลยว่ามันไม่ใช่รถ 150 ข่าวลือที่ว่ามันไม่ใช่รถ 150 จริงมั้ย ส่วนนึงผมคิดว่าจริงที่สุดเลย เพราะเปรียบเทียบอย่างเช่นขนาดของลูกสูบ เอาแค่ขนาดของลูกอย่างเดียวเราจะไม่พูดถึงอย่างอื่นนะ แค่ลูกสูบ VR KR NSR ขนาด 59mm หมด เจ้านี่มาเหนือเลย 61mm ด้วยความใหญ่ของลูกสูบถึง 61mm นะครับ

แล้วคิดดูว่า cc มันจะขนาดไหน คือรถ150ปกติก็ขนาดลูกสูบ 59mm ถูกมั้ยนี่มา 61 เหนือมาเยอะเลยเหนือมาตั้ง 2mm ผมก็ว่ามันน่าจะประมาณ 160-170 cc มากกว่านะ และก็มาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแล้วก็มีหม้อน้ำขนาดใหญ่แถมใหญ่กว่ารุ่นอื่นทุกรุ่นเลย ผมเคยเอามาเทียบแล้วแม่งใหญ่จริงๆ ระบบป้อนไอดีแบบหลีดวาร์ว 6 แผ่นทำจากเรซิ่นยางวิเคชั่น ช่วยให้ไอดีสามารถไหลผ่านได้เร็วขึ้นนะครับโดยให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 37แรงม้าในรอบ 10800 รอบ ถามว่ามาเร็วมั้ยผมว่ามาเร็วนะสำหรับรถที่ค่อนข้างใหญ่เทาะทะแล้วก็ค่อนข้างที่จะหนักนะครับ

ก็ถือว่ามาเร็วนะ แล้วก็มีระบบไอเสียแบบวาร์วเหมือน TZR นะครับ เหมือนจะเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นเป็นตัวที่มีวาร์วตัวแรกของซูซูกิเลยก็ว่าได้นะครับ และควบคุมการทำงานของวาร์วด้วยคอมพิวเตอร์ระบบจุดระเบิดแบบ CDI ควบคู่กับคาร์บูเรเตอร์แบบสลิงชอร์ตและแกรมม่ายังแรงแซงหน้าด้วยคาร์บูแบบสลิงชอร์ตลิขสิทธิ์เฉพาะรถแข่งระดับเวิร์ลกลางปลีซูซูกิ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอัตราส่วนของการควบคุมน้ำมันและอากาศให้อย่างสมบูรณ์ใรการเผาไหม้ในการจ่ายน้่ำมัน และยังมีรูปทรงที่สปอร์ทออกแบบตามหลักการแอร์โร่ไดนามิก พูดได้เลยนะครับว่าเจ้าแกรมม่าตัวนี้ทางค่ายซูซูกิได้ทำการค้นคว้าและพัฒนามาเป็นอย่างดีเลยนอกจากนั่นยังมีฟูลแฟลี่งอีกด้วยนะครับทั้งไฟคู่หน้ามากันเต็มรูปแบบเหมือนรถแข่งกันเลยทีเดียว

และมีเรือนไมล์แบบ 3in1 ด้วยนะครับ วางตำแหน่งได้อย่างเหมาะสมมีเกจวัดความเร็วอยู่ที่ 240km/h นะครับวัดรอบแบบไฟฟ้าพร้อมทั้งสัญญาณไฟเตือนน้ำมันและสัญญาณบอกไฟสูงต่ำและในการออกแบบเรือนไมล์มีการใช้บูธยางคอยซับแรงกระแทกทำให้ค่าวัดต่างๆมีความนิ่งแม้กระทั่งใช้ในความเร็วสูงๆนะครับ แกรมม่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี่และนวัตกรรมที่เหนือล้ำกว่าค่ายอื่นแทบจะว่าได้เลยนะครับ เจ้านี่ถูกออกแบบแล้วก็ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบโช๊คหน้าเป็นแบบเทเรสโคปิกขนาด 35mm พร้อมด้วยสเตทิสไรดเซอร์เพิ่มความมั่นใจในการทรงตัว โช๊คอัพหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มรูปพระจันทร์เสี้ยวหรือที่เรียกกันว่ารูปบูมเมอร์แรงนั่นเอง ดิสเบรคทั้งหน้าทั้งหลังนะครับ

ใช้ลูกสูบคู่ทั้งนั้นเลยโดยจานหน้ามีขนาดใหญ่ถึง 290mm เลยทีเดียวและจานหลังมีขนาด 210mm ทำให้การเบรคมีความมั่นใจมากขึ้นในทุกสภาพถนน ในปัจจุบันก็นับว่าเป็นเวลา 26-27ปีแล้วนะครับ รถแกรมม่าถือว่าเป็นรถที่ค่อนข้างหายาก คือคนเล่นมันน้อยแต่คนเก็บรถมันเยอะเพราะว่าแกรมม่ามันเป็นรถที่โคตรจะแดกน้ำมันเลยและบวกกับที่ว่ามันผลิตออกมาน้อย มันมีช่วงนึงผมเคยได้ยินว่าเจ้าแกรมม่าถูกผลิตขึ้นมาแล้วถูกเรียกเก็บ ไม่รู้จริงหรือเปล่านะเนื่องจากว่ารถมันโกง คือหนึ่งกินน้ำมัน สองโกงซีซี ประมาณนั้นนะครับก็เลยถูกเรียกเก็บแล้วเจ้าแกรมม่าตัวแรกรู้สึกว่าขนาดคาบูถึง 34mm เลยนะ

ถ้าจำไม่ผิดเพราะผมเคยจับตัวแรกอยู่แต่ถ้าผิดยังไงก็ขออภัยด้วยเพราะว่าในเน็ตเห็นว่ามีขนาด 30mm แล้วรุ่นที่ 2 จะลดขนาลงมาเหลือ 28mm เพื่อการประหยัดน้ำมันนะครับก็ไม่รู้ตัวไหนมันจริงนะ แต่ถึงกระนั้นนะครับ เจ้าแกรมม่าก็ยังถือว่ามีความพิเศษที่สุดเหนือรถ 150 ทุกรุ่นเพราะอะไร เพราะแกรมม่ามีคาบูที่ไม่เหมือนชาวบ้านแล้วก็มีสวิงอาร์มที่ไม่เหมือนชาวบ้านอีกต่างหากครับ แล้วสวิงอาร์มใหญ่มากแบบบะเริ่มเลยครับ แล้วยังนิยมเอาอะไหล่ของแกรมม่าไปใส่รุ่นอื่นๆตั้งแต่ลูกสูบ คาบู สวิงอาร์ม แต่แกรมม่าก็ยังมีคู่แข่งอีกตัวนึงที่เกี่ยวกับสวิงอาร์มนะครับนั่นก็คือ เอ็นโปรอาร์ม อาร์มตัวนี้จัดได้ว่าเป็นตัวลิขสิทธิ์เฉพาะของฮอนด้าเลยทีเดียวเชียว ถ้าให้เทียบระหว่างโปรอาร์มกับแกรมม่าเนี่ยให้พูดว่าอันไหนสวยผมขอให้โปรอาร์มนะ เพราะว่าของแกรมม่าถึงว่ามันออกมาแปลกก็จริงนะคือมันแปลกเกินไปครับ มันงอข้างเดียวแล้วอีกข้างทำไมไม่งอตามเหมือนอีกข้าง แต่ถ้ามองคนละมุมก็จะได้คนละอารมณ์นะ มันถึงคู่ควรแก่การเก็บสะสม แล้วก็อะไหล่ของมันหายากมากครับถ้าพังมาเนี่ยซ่อมยากมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  บิ๊กไบค์มือสอง