เหรียญสองด้าน ของการกินเผ็ด 

          คนไทยส่วนใหญ่นิยมทานอาการรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ด แทบจะทุกภาคของประเทศไทย อาหารขึ้นชื่อของแต่ละภาคก็จะมีความจัดจ้านของรสเผ็ดรวมอยู่ด้วย การทานเผ็ดอาจก่อให้เกิดโทษหลายอย่างแต่ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอการทานอาหารเผ็ดก็เช่นกัน มันมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าการทานเผ็ดนอกจากที่ทำให้เราทานอาหารอร่อยแล้วจะมีประโยชน์ยังไง วันนี้จะมาชี้ให้เห็นทั้งสองด้านของการทานเผ็ดให้ทราบกัน

          มาดูที่ประโยชน์จากการทานอาหารเผ็ดกันว่าจะมีดีอะไรบ้าง 

  1. การทานเผ็ดจะช่วยเรื่องของการทำให้ร่างกายเผาพลาญ สังเกตได้จากคนที่กินเผ็ดเหงื่อจะไหลเยอะ นั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังขับความร้อนของพริกออกมา 
  2. การทานพริกจะช่วยให้เรื่องระบบหายใจไม่ติดขัด  เพราะจะมีสารชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเรื่องของการลดน้ำมูก ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยอดีต คนสูอายุจะแนะนำให้เราทานเผ็ดมากๆ ในช่วงที่เราเป็นหวัดเพราะจะช่วยให้จมูกโล่ง
  3. รู้หรือไม่ว่าพริกก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
  4. พริก ช่วยลดอาการปวดฟันได้
  5. การกินพริกช่วยให้เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและลดการอุดตันของเส้นเลือดได้ 
  6. ที่สำคัญการกินพริกจะช่วยให้เราสดชื่น 

แต่ใช่ว่าการเผ็ดจะช่วยให้เกิดผลดีกับร่างกายเราอย่างเดียว เมื่อมีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษเช่นกัน เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ เรามาดูข้อเสียจาการทานเผ็ดกันบ้าง

  1. อันดับแรกเลยคือโรคอ้วน เพราะการกินอาหารรสเผ็ดจะช่วยให้เรากินอาหารได้เยอะขึ้นเพราะรสชาติที่อร่อย ดังนั้นเมื่อกินมากก็อ้วนมาก เป็นข้อเสียของการกินเผ็ดที่แทบจะทำให้เลิกกินเผ็ดกันเลยทีเดียว
  2. เมื่อกินเผ็ดเรื่องของการปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้แต่การเป็นโรคกระเพาะก็จะตามมาทันที โดยเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆว่าเมื่อเรากินเผ็ดมากๆ เราจะแสบท้อง บางครั้งท้องเสียจนหมดแรงเลยก็มี
  3. อย่างที่บอกในข้อดีของพริกว่าช่วยระบบหมุนเวียนของเลือด ดังนั้นมันจะไปส่งผลต่อหัวใจให้ทำงานหนัก อาจทำให้เลี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่ายๆ 
  4. และที่พบบ่อยที่สุดคือ หากเราไม่ระวัง ถ้ามือไปถูกพริกจะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง จะแสบผิวตรงที่โดนพริกได้หรือบางทีหากจับพริกแล้วไม่ได้ล้างมือแล้วนำมือไปขยี้ตา ก็ทำให้แสบตาได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าพริกมีทั้งคุณและโทษ การกินพริกไม่ได้มีผลดีด้านเดียวหรือผลร้ายด้านเดียว ดังนั้นคุณควรตัดสินใจว่าจะเลือกทานหรือไม่ทาน แต่ถ้าหากเลือกที่จะทานพริก แนะนำให้ลดปริมาณความเผ็ดลง ก็จะช่วยลดผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกันนะคะ 

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

ผลไม้กินมากก็อ้วนได้เหมือนกัน

คงเคยได้ยินที่ใครหลายๆก็ต่างมักจะพูดว่า “กินผลไม้ดีกว่าขนม” “กินผลไม้แล้วไม่อ้วน” เวลาที่เราลดหุ่น ลดน้ำหนัก หลายคนจึงเลือกการทานผลไม้เป็นของว่างแทนขนม หรือทานทุกหลังมื้ออาหาร

แต่รู้หรือไม่ถึงแม้ว่าผลไม้จะวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่ถ้าหากทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน เพราะในผลไม้ทุกชนิดก็มีความหวานจากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เราจึงควรเรียนรู้ว่าน้ำตาลแต่ละชนิดที่อยู่ในผลไม้มีอะไรบ้าง ทำหน้าที่และมีโยชน์ต่อร่างกายอย่างไหร่

1.น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ทั่วไปและอาหารจำพวกแป้ง เป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวความหวานสัมพันธ์ 70-80 ความหวานจัดอยู่ในระดับปานกลาง น้ำตาลกลูโคสคือ น้ำตาลในเลือด ที่ร่างกายสามารถทำการย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพราะเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย และพลังงานที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2.น้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ที่มีรสหวานและในน้ำผึ้ง ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือในรูปแบบโมเลกุลคู่กับน้ำตาลกลูโคสของน้ำตาลทราย น้ำตาลชนิดนี้มีความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกายได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ทำให้ผลไม้ที่ส่วนประกอบของน้ำตาลฟรุกโตสมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

3.น้ำตาลซูโครส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้สุกเกือบทุกประเภท และอยู่ในน้ำทรายขาว น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย เป็นต้น มีการค้นพบว่าเมื่อรับประทานผลไม้หรืออาหารที่ส่วนประกอบของน้ำตาลซูโครสจะทำการแตกตัวออกหรือถูกย่อย จะให้เกิดการแตกตัวของน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสอย่างละ 1 โมเลกุล

การรับประทานผลไม้นั้นมีประโยชน์ก็จริงเพราะร่างกายจะได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติ แต่ถ้าหากว่ารับประทานผลไม้มากเกินไป ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญออกได้หมด เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันสะสมที่จะทำให้อ้วนได้ ไม่ได้ต่างจากอาหารประเภทอื่นๆ แต่อย่าไม่กลัวจนถึงขั้นงดรับประทาน เพราะในผลไม้นั้นมีประโยชน์ มีใยอาหารสูง ไขมันต่ำ และมีการทำวิจัยออกมาว่าการทานผลไม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอื่นๆ แต่สิ่งที่เราควรคำนึกในการรับประทานผลไม้และอาหารทุกชนิด

ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เยอะจนเกินไป ผลไม้จะทานให้มีปะสิทธิภาพมากที่สุดควรที่จะทานเป็นผลไม้สด หลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูป ผลไม้อบแห้ง ผลไม้ดอง เพราะในผลไม้พวกนี้ได้สูญเสียสารอาหารบางชนิดไปและมีโซเดียมเพิ่มมากขึ้น

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ตัดผมสั้นอย่างไรให้สวยเป๊ะ2

การตัดผมสั้นให้สวยเป๊ะได้นั้นก็คือจะต้องคำนึงในเรื่องของโครงหน้าของเรานั่นเอง เพราะเมื่อเรารู้ว่าเรานั้นมีโครงหน้าแบบไหนก็จะสามารถทำให้เรานั้นตัดผมสั้นได้อย่างสวยเป๊ะนั่นเอง ซึ่งโครงหน้าที่นิยมตัดผมสั้นนั้นก็คงจะเป็นคนที่มีโครงหน้าเหลี่ยมนั่นเอง

เพราะในการตัดผมสั้นเป็นการช่วยปกปิดความเหลี่ยมของใบหน้าด้วย ทำให้สาวๆที่มีปัญหาในเรื่องโครงหน้าเหลี่ยมนั้นก็มักจะตัดผมสั้นเพื่ออำพรางหน้าเหลี่ยมนั่นเอง ถึงแม้จะตัดผมสั้นแล้ว แต่ถ้าหากเลือกทรงผมที่ไม่เหมาะกับใบหน้าที่เหลี่ยมนั้น ก็อาจจะยิ่งไปเพิ่มความเหลี่ยมของหน้าก็ได้

ทรงผมสั้นสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่ควรหลีกเลี่ยงนั้นก็คือผมสั้นที่สั้นจนเกินไปเพราะการตัดผมสั้นที่สั้นเกินไปนั้นจะทำให้เห็นโครงหน้าในส่วนที่เหลี่ยมนั่นเอง ดังนั้นการควรหลีกเลี่ยงการซอยสั้นหรือการตัดผมสั้นเกินติ่งหูอย่างมากนั่นเอง แต่อาจจะแก้ไขถ้าหากมีการตัดหรือซอยผมที่สั้นเกินกว่าติ่งหูนั้น ก็อาจจะแก้ด้วยการตัดผมหน้าม้าแบบซีทรูหรือการตัดหน้าม้าแบบบางๆนั่นเอง เพราะจะช่วยทำให้โครงหน้าที่ดูเหลี่ยมนั้นมีมิติและดูเรียวขึ้นได้นั่นเอง และไม่ควรตัดหน้าม้าแบบหนาๆ เพราะอาจจะดูเหมือนเป็นการเอาอะไรมาเปะบนหน้าผากแล้วทำให้มันดูเหลี่ยมไปหมด

ทั้งผมหน้าม้าและหน้าด้วยนั่นเอง และสำหรับทรงผมสั้นที่เหมาะกับสาวๆหน้าดูเหลี่ยมนั้นก็คือการตัดผมสั้นในระดับที่เลยหูหรือพอดีคางนั่นเอง เพราะการตัดผมในลักษณะนี้นั้นจะช่วยไปอำพรางหน้าบริเวณที่เหลี่ยมนั่นเอง และนอกจากจะสามารถปิดโครงหน้าที่เหลี่ยมได้แล้วนั้นการตัดผมสั้นในระดับนี้ยังช่วยทำให้หน้าดูเรียวยาวขึ้นได้อีกด้วยและอย่างที่บอกว่าสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่อยากสวยเป๊ะนั้นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการตัดหน้าม้านั่นเอง ถึงแม้จะมีการตัดผมที่พอดีบริเวณกรอบหน้าเพื่ออำพรางหน้าแล้วแต่การตัดหน้าม้านั้นจะทำให้หน้าของเราดูสั้นนั่นเอง

ดังนั้นแล้วสาวหน้าเหลี่ยมไม่ควรตัดหน้าม้าอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากอยากได้ลุคคาวาอี้ก็อาจจะมีการตัดหน้าม้าแบบซีทรูเช่นกันเพราะจะช่วยทำให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้นได้นั่นเอง และการตัดผมสั้นนั้นก็จะต้องมีการจัดทรงอยู่เสมอ เพื่อความสวยเป๊ะอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

การตัดผมให้เข้ากับโครงหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงมาก เพราะนอกจากจะช่วยเสริมความสวยงามให้ใบหน้าแล้วนั้นยังสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราอีกด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ทำยังไงดีลูกน้อยไม่ยอมแปรงฟัน

เป็นปัญหาที่หนักใจและน่าปวดหัวกันมาตลอดของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สำหรับเรื่องการแปรงฟันของลูกน้อย เพราะถึงเวลาแปรงฟันทีไรลูกน้อยของคุณกลับร้องไห้โยเยและแสดงท่าทีต่อต้านขึ้นมาทันที ถ้าคุณใจอ่อนไม่ยอมให้ลูกของคุณแปรงฟันตามที่เค้าขอ อาจเกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงกับสุภาพช่องปากของลูกน้อยในอนาคตได้  

มีคุณพ่อคุณแม่บางบ้านใช้วิธีล็อคแขนล็อคขาบังคับให้ลูกน้อยอยู่นิ่งๆแล้วพยายามแปรงฟันให้เอง นั่นมันยิ่งทำให้ลูกของคุณรู้สึกหวาดกลัวกันไปใหญ่ดังนั้นคุณควรหาวิธีจูงใจให้ลูกน้อยของคุณมองว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานและเพลิดเพลินกันดีกว่าค่ะ

1.ปรับเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น   คุณพ่อคุณแม่เกือบทุกบ้านจะสอนให้ลูกแปรงฟันก่อนเข้านอน แต่คุณทราบไหมว่ายิ่งดึกเด็กก็จะยิ่งง่วงนอน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปรับเปลี่ยนเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น คือหลังรับประทานทานอาหารเย็นเสร็จก็ให้ชวนลูกของคุณแปรงฟันเลยทันทีและคุณต้องคอยพูดกำชับเพื่อไม่ให้ลูกของคุณกินขนมจนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน เมื่อแปรงฟันเร็ว ลูกคุณไม่ง่วงนอน ลูกคุณก็จะไม่งอแง

2.แปรงฟันพร้อมกันทั้งครอบครัว  เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมชอบลอกเลียนแบบ ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องแสดงความกระตือรือร้นทำให้ลูกมีความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งในการแปรงฟัน ไม่ใช้แค่ยืนออกคำสั่งจากเดียว ให้คุณเปลี่ยนแปลงการแปรงฟันที่น่าเบื่อของลูกมาชั่วโมงกิจกรรมสนุกๆที่ต้องทำไปพร้อมกันทั้งครอบครัว นอกจากลูกจะคิดว่าคุณเป็นตัวอย่างที่ดีของเค้าแล้ว คุณก็ยังจะได้สุขภาพช่องปากที่ดีเป็นของแถมตามไปด้วย

3.ใช้เพลงมาเป็นส่วนประกอบ ในขณะที่คุณพาลูกแปรงฟัน ให้คุณใช้เสียงเพลงมาเป็นตัวประกอบเข้าช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจให้เค้าอยากแปรงฟันมากขึ้น เลือกเพลงที่มีจังหวะสนุกๆที่ลูกคุณชอบ เปิดเพลงแล้วคุณควรเต้นตามจังหวะไปพร้อมกันกับลูก หาเพลงที่ยาวประมาณ 2-3 นาที เปลี่ยนเพลงใหม่ๆอยู่เรื่อย ลูกน้อยของคุณจะได้ไม่เบื่อง่าย

4.ชื่นชมทุกครั้งหลังแปรงฟัน   ทุกครั้งหลังแปรงฟันเสร็จให้คุณกล่าวชมเชยว่าเค้าเป็นคนเก่งและน่ารักเสมอ เพราะเด็กน้อยจะสัมผัสถึงความภาคภูมิใจในตัวเองที่เค้าสามารถทำให้พ่อแม่มีความสุขได้ เท่านั้นไม่พอคุณต้องให้รางวัลเค้าด้วยการสวมกอดและหอมที่แก้มเค้าไปด้วย มันจะยิ่งช่วยตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อลูกของคุณ

เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกๆคนนะคะ ขอให้คุณผ่านอุปสรรคเรื่องนี้ไปให้ได้ เพราะในการเลี้ยงลูกให้เติบโตและแข็งแรงนั้น คุณยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเจอะเจอ

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ชุดตรวจ hiv

โรคเสียงดังในหู

โรคเสียงดังในหู เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็จะมีเสียงคล้ายแมลงหวี่ บางทีก็จะเป็นเสียงทุ้มอาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ มักจะได้ยินตอนอยู่ที่เงียบๆหรือเวลากลางคืน โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายแต่บางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคซ้อนอยู่ที่เป็นอันตรายได้ คนไข้ส่วนใหญ่เป็นแล้วหายเองก็มีหรือถ้าไม่หายก็ควรปรึกษาาแพทย์ โรคเสียงดังในหูแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ Subjective Tinnitus และ Objective Tinnitus  สาเหตุของความผิดปกติประเภท Subjective Tinnitus  

1.) เกิดความผิดปกติที่หูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นนอกอักเสบ เนื้องอกของหูชั้นนอก 

2.) หูชั้นกลางมีการอักเสบ หรือมีน้ำขัง เนื่องจากท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ หรือมีหินปูนในหูชั้นกลาง 

3.) ประสาทหูชั้นในเสื่อมจากอายุ พบได้บ่อยอาการจะค่อยเป็นค่อยไป มักมีอาการได้ยินลดลง และมีความจำเสื่อม ปวดเวียนศีรษะร่วมด้วย 

4.) อันตรายจากเสียงดัง การได้รับเสียงที่ดังมาก ๆในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ได้ยินเสียงปีน เสียงระเบิด หรือเสียงประทัด ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังในระดับปานกลางเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ประสาทหูค่อยๆเสื่อมลง  

5.) เกิดการติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น หูน้ำหนวกที่ลุกลามเข้าหูชั้นใน การติดเชื้อซิฟิลิสเข้าหู หรือสมอง หรือไวรัสเอดส์ 

6.) เกิดความผิดปกติในสมอง โดยเฉพาะโรคของหลอดเลือด เช่น โรคMultiple sclerosis ปลอกเส้นประสาทอักเสบ หลอดเลือดในสมองตีบ โรคลมชัก เยื่อหุ้มสมอง หรือสมองอักเสบ โรคไมเกรน 

7.) ยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีพิษต่อหูชั้นใน ในอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง 

สาเหตุของความผิดปกติประเภท Objective Tinnitus คนใกล้ชิด หรือแพทย์ที่ตรวจสามารถได้ยินเสียงนั้นด้วย ซึ่งมีแหล่งจากต้นกำเนิดเสียงจริงที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งสาเหตุเสียงดังในหูประเภทนี้ได้แก่ 

1.) ความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับหลอดเลือดดำ หรือหลอดเลือดวางอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ หรือหลอดเลือดแดงโป่งพองบริเวณศีรษะ และคอที่อยู่ใกล้ชิดหูชั้นใน หรือแม้แต่ในสมองเอง มักเกิดพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือเมื่อออกกำลังกาย อาจได้ยินเมื่ออยู่ใกล้กับผู้ป่วยหรือเมื่อใช้ เครื่องช่วยฟัง 

2.) ความผิดปกติของการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน มีการกระตุกทำให้เกิดเสียง 

3.) เสียงดังในหูอาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก หากท่อปิดไม่สนิทขณะหายใจเข้าหรือออก อาจทำให้เกิดเสียงขึ้นได้ 

ออกกำลังกายอย่างไรให้มีกล้ามเนื้อ

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้เทรนด์กล้ามกำลังมาเลยก็ว่าได้นะ ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นมีอยากจะสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในผู้หญิงเองนั้นก็มีความต้องการเหมือนกัน ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าการมีกล้ามเนื้อที่ดีนั้นแสดงถึงสุขภาพที่ดีและความเซ็กซี่เบาๆ แต่ก็นั้นแหละปฏิเสธไม่ได้เลยจริงว่าการมีการเนื้อนั้นทำให้ร่างกายดูดีขึ้นได้จริงๆ

การจะสร้างกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง และเห็นได้ชัดนั้นจะต้องทำการออกกำลังกายเพื่อสร้างมันขึ้นมา แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนล่ะเพื่อให้กล้ามเนื้อขึ้นและเห็นได้ชัด การออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และขึ้นรูปมากที่สุดคือการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง

เป็นการออกกำลังกายที่ต้องพึ่งการใช้อุปกรณ์ในการเข้าช่วย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย บางคนมีความสงสัยว่าถ้าออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งแล้วช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ไขมันจะหายไปหรือไม่ แน่นอนว่าจะช่วยให้ไขมันหายไปอย่างแน่นอน จะทำให้สัดส่วนตรงนั้นของคุณดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายอ้วนหรือใหญ่เพราะไขมันมากจนเกินไป การเริ่มออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่งนั้นอาจจะไม่เหมาะสมสักเท่านั้น สิ่งที่คุณควรเริ่มทำคือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันออกจากร่างกายก่อน

ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจะถูกกล่าวว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำลายกล้ามเนื้อก็ตาม แต่คุณยังสามารถกลับมาออกกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาได้ การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งนั้นยังมีอีก 1 รูปแบบนั้นก็คือ บอดี้เวท การออกกกำลังกายแบบบอดี้เวทคือ การใช้น้ำหนักตัวของเรานั้นแทนอุปกรณ์ต่างๆนั้นเอง

ซึ่งท่าต่างๆสามารถหาทำตามได้อย่างง่าย แต่บอดี้เวทนั้นจะทำให้กล้ามเนื้อชัดเจนได้ไม่เท่ากับการเล่นเวทเทรนนิ่งกับอุปกรณ์ที่อยู่ในฟิตเนสหรือในยิม แต่ถึงอย่างไรนั้นถ้าคุณไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนสหรือยิม ใช้เวลา 15-20 นาทีกับบอดี้เวทก็ถือว่าได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้เช่นกัน และอีกปัจจัยสำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อคือ อาหาร แหล่งอาหารสำคัญของกล้ามเนื้อคือ โปรตีน

และเพื่อให้เพียงพอที่นำไปใช้เสริมสร้างคุณจะต้องทานโปรตีนให้ได้เท่ากับน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าเป็นไปได้อย่างที่จะทำให้ได้รับมากขนาดนั้น คนส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งอาหารเสริมอย่าง เวย์โปรตีน ที่จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพียงพอที่เข้าเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ เอาล่ะ เป็นไงบ้าง ถ้าคุณอย่างมีกล้ามเนื้อร่างกายที่สวยงามก็อย่าลืมปัจจัยต่างๆเหล่านี้ล่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

Suzuki rg150 ตำนานของ 150 thailand 

ซูซูกิชอบเป็นคนที่แหวกนะครับ

เป็นค่ายที่ค่อนข้างที่จะแหวกแนวมากๆก็สมชื่อจริงๆแหละ แกรมม่ามาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 150cc แต่เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวขอเบรคนิดนึงจริงๆเนี่ยต้องมีคนเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าแกรมม่ามาแน่ๆเลยว่ามันไม่ใช่รถ 150 ข่าวลือที่ว่ามันไม่ใช่รถ 150 จริงมั้ย ส่วนนึงผมคิดว่าจริงที่สุดเลย เพราะเปรียบเทียบอย่างเช่นขนาดของลูกสูบ เอาแค่ขนาดของลูกอย่างเดียวเราจะไม่พูดถึงอย่างอื่นนะ แค่ลูกสูบ VR KR NSR ขนาด 59mm หมด เจ้านี่มาเหนือเลย 61mm ด้วยความใหญ่ของลูกสูบถึง 61mm นะครับ

แล้วคิดดูว่า cc มันจะขนาดไหน คือรถ150ปกติก็ขนาดลูกสูบ 59mm ถูกมั้ยนี่มา 61 เหนือมาเยอะเลยเหนือมาตั้ง 2mm ผมก็ว่ามันน่าจะประมาณ 160-170 cc มากกว่านะ และก็มาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแล้วก็มีหม้อน้ำขนาดใหญ่แถมใหญ่กว่ารุ่นอื่นทุกรุ่นเลย ผมเคยเอามาเทียบแล้วแม่งใหญ่จริงๆ ระบบป้อนไอดีแบบหลีดวาร์ว 6 แผ่นทำจากเรซิ่นยางวิเคชั่น ช่วยให้ไอดีสามารถไหลผ่านได้เร็วขึ้นนะครับโดยให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 37แรงม้าในรอบ 10800 รอบ ถามว่ามาเร็วมั้ยผมว่ามาเร็วนะสำหรับรถที่ค่อนข้างใหญ่เทาะทะแล้วก็ค่อนข้างที่จะหนักนะครับ

ก็ถือว่ามาเร็วนะ แล้วก็มีระบบไอเสียแบบวาร์วเหมือน TZR นะครับ เหมือนจะเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นเป็นตัวที่มีวาร์วตัวแรกของซูซูกิเลยก็ว่าได้นะครับ และควบคุมการทำงานของวาร์วด้วยคอมพิวเตอร์ระบบจุดระเบิดแบบ CDI ควบคู่กับคาร์บูเรเตอร์แบบสลิงชอร์ตและแกรมม่ายังแรงแซงหน้าด้วยคาร์บูแบบสลิงชอร์ตลิขสิทธิ์เฉพาะรถแข่งระดับเวิร์ลกลางปลีซูซูกิ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอัตราส่วนของการควบคุมน้ำมันและอากาศให้อย่างสมบูรณ์ใรการเผาไหม้ในการจ่ายน้่ำมัน และยังมีรูปทรงที่สปอร์ทออกแบบตามหลักการแอร์โร่ไดนามิก พูดได้เลยนะครับว่าเจ้าแกรมม่าตัวนี้ทางค่ายซูซูกิได้ทำการค้นคว้าและพัฒนามาเป็นอย่างดีเลยนอกจากนั่นยังมีฟูลแฟลี่งอีกด้วยนะครับทั้งไฟคู่หน้ามากันเต็มรูปแบบเหมือนรถแข่งกันเลยทีเดียว

และมีเรือนไมล์แบบ 3in1 ด้วยนะครับ วางตำแหน่งได้อย่างเหมาะสมมีเกจวัดความเร็วอยู่ที่ 240km/h นะครับวัดรอบแบบไฟฟ้าพร้อมทั้งสัญญาณไฟเตือนน้ำมันและสัญญาณบอกไฟสูงต่ำและในการออกแบบเรือนไมล์มีการใช้บูธยางคอยซับแรงกระแทกทำให้ค่าวัดต่างๆมีความนิ่งแม้กระทั่งใช้ในความเร็วสูงๆนะครับ แกรมม่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี่และนวัตกรรมที่เหนือล้ำกว่าค่ายอื่นแทบจะว่าได้เลยนะครับ เจ้านี่ถูกออกแบบแล้วก็ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบโช๊คหน้าเป็นแบบเทเรสโคปิกขนาด 35mm พร้อมด้วยสเตทิสไรดเซอร์เพิ่มความมั่นใจในการทรงตัว โช๊คอัพหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มรูปพระจันทร์เสี้ยวหรือที่เรียกกันว่ารูปบูมเมอร์แรงนั่นเอง ดิสเบรคทั้งหน้าทั้งหลังนะครับ

ใช้ลูกสูบคู่ทั้งนั้นเลยโดยจานหน้ามีขนาดใหญ่ถึง 290mm เลยทีเดียวและจานหลังมีขนาด 210mm ทำให้การเบรคมีความมั่นใจมากขึ้นในทุกสภาพถนน ในปัจจุบันก็นับว่าเป็นเวลา 26-27ปีแล้วนะครับ รถแกรมม่าถือว่าเป็นรถที่ค่อนข้างหายาก คือคนเล่นมันน้อยแต่คนเก็บรถมันเยอะเพราะว่าแกรมม่ามันเป็นรถที่โคตรจะแดกน้ำมันเลยและบวกกับที่ว่ามันผลิตออกมาน้อย มันมีช่วงนึงผมเคยได้ยินว่าเจ้าแกรมม่าถูกผลิตขึ้นมาแล้วถูกเรียกเก็บ ไม่รู้จริงหรือเปล่านะเนื่องจากว่ารถมันโกง คือหนึ่งกินน้ำมัน สองโกงซีซี ประมาณนั้นนะครับก็เลยถูกเรียกเก็บแล้วเจ้าแกรมม่าตัวแรกรู้สึกว่าขนาดคาบูถึง 34mm เลยนะ

ถ้าจำไม่ผิดเพราะผมเคยจับตัวแรกอยู่แต่ถ้าผิดยังไงก็ขออภัยด้วยเพราะว่าในเน็ตเห็นว่ามีขนาด 30mm แล้วรุ่นที่ 2 จะลดขนาลงมาเหลือ 28mm เพื่อการประหยัดน้ำมันนะครับก็ไม่รู้ตัวไหนมันจริงนะ แต่ถึงกระนั้นนะครับ เจ้าแกรมม่าก็ยังถือว่ามีความพิเศษที่สุดเหนือรถ 150 ทุกรุ่นเพราะอะไร เพราะแกรมม่ามีคาบูที่ไม่เหมือนชาวบ้านแล้วก็มีสวิงอาร์มที่ไม่เหมือนชาวบ้านอีกต่างหากครับ แล้วสวิงอาร์มใหญ่มากแบบบะเริ่มเลยครับ แล้วยังนิยมเอาอะไหล่ของแกรมม่าไปใส่รุ่นอื่นๆตั้งแต่ลูกสูบ คาบู สวิงอาร์ม แต่แกรมม่าก็ยังมีคู่แข่งอีกตัวนึงที่เกี่ยวกับสวิงอาร์มนะครับนั่นก็คือ เอ็นโปรอาร์ม อาร์มตัวนี้จัดได้ว่าเป็นตัวลิขสิทธิ์เฉพาะของฮอนด้าเลยทีเดียวเชียว ถ้าให้เทียบระหว่างโปรอาร์มกับแกรมม่าเนี่ยให้พูดว่าอันไหนสวยผมขอให้โปรอาร์มนะ เพราะว่าของแกรมม่าถึงว่ามันออกมาแปลกก็จริงนะคือมันแปลกเกินไปครับ มันงอข้างเดียวแล้วอีกข้างทำไมไม่งอตามเหมือนอีกข้าง แต่ถ้ามองคนละมุมก็จะได้คนละอารมณ์นะ มันถึงคู่ควรแก่การเก็บสะสม แล้วก็อะไหล่ของมันหายากมากครับถ้าพังมาเนี่ยซ่อมยากมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  บิ๊กไบค์มือสอง

หูฟังแบบ full size (close back)

หูฟังแบบ full size (close back)มีลักษณะดังต่อไปนี้

หู ฟังชนิดนี้จะเป็นหูฟังขนาดใหญ่ ครอบเต็ม 2 ใบหู สวมใส่ง่ายสบายหู แต่พกพาไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เหมาะสำหรับบุคคลบางกลุ่มหรือเฉพาะใช้งานกับงานบางงาน หูฟังแบบ full size ชนิดนี้มีมากมายหลายยี่ห้อแตกต่างกันออกไป แต่รูปทรงจะไม่ต่างกันนัก หูฟังชนิดนี้ใช้สำหรับคนที่หลงไหลในเสียงดนตรีเป็นอย่างมาก เพราะหูฟังประเภทนี้จะให้ค่าความระเอียดของเสียงดนตรีได้สูงกว่าหูฟังแบบทั่วไป ค่อยข้างเยอะ

ประเภทของหูฟัง full size มี 2 ประเภท

Open-Back (หูเปิด)

จะเป็นหูฟังที่ ตัว Housing ของหูฟัง Openback จะไม่มีอะไรมาปิดกั้นเสียง ในขณะการใช้งานหูฟังประเภทนี้เสียงจะเล็ดลอดออกไปรอบๆข้าง คล้ายๆ กับลำโพงพกพา แต่จะให้เสียงที่มีความเป็นธรรมชาติ ลักษณะการใช้งานของหูฟังประประเภท Open-Back คือ เหมาะกับการใช้งานอยู่กับที่ ไม่เน้นการพกพาเนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่หรือใช้งานในที่สาธารณะอาจก่อให้เกิดเสียงรบกวนบุคคลรอบข้างได้

Closed-back (หูปิด)

ลักษณะของหูฟัง Closed-back ตัวนี้ ในส่วนของตัว Housing ของหูฟังจะมีอะไรมาปิด จึงทำให้เสียงที่เล็ดลอดออกมาน้อยมากๆ ตรงข้ามกับหูฟังประเภท Open-Back ลักษณะการใช้งานเหมาะกับใช้งานทั่วไป ใช้งานได้ในที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนตัวได้ เนื่องจากหูฟังตัวนี้ จะเก็บเสียงได้มากในระดับนึงเลยทีเดียว ส่วนเรื่องระบบคุณภาพเสียงก็จะมีคุณภาพที่สูงมากๆ เนื่องจากเสียงจะอัดอยู่ในหูเราเพราะรูปทรงหูฟังจึงทำให้เกิดการฟังที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

หูฟังทั้ง 2 ประเภท ที่กล่าวมาข้างต้น ให้เสียงที่เหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันแล้วแต่การใช้งานของแต่หละบุคคล และสถานที่ หรือในเวลานั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามหูฟัง 2 ประเภทนี้ก็ยังมีขนาดใหญ่ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกสบายในการพกพานัก แต่ถ้าเราชอบในหูฟังแบบ Full size นี้ ก็ควรเลือกใช้ประเภทที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งาน

 

สนับสนุนโดย เครื่องช่วยฟัง

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

หลายๆ โรคที่คนเจ็บจำเป็นต้องพบเจอ ไม่ใช่โรคที่หามูลเหตุได้ยากอย่างโรคมะเร็ง แต่เป็นโรคที่พวกเรารู้ปัจจัยอย่างแจ่มแจ้งอย่างโรคไต เบาหวาน แล้วก็ความดันเลือดสูง ฉะนั้นการหาวธีปกป้องโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่ว่าจะต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัด มีวินัยกับตนเอง เทคนิคนี้ก็เลยจะเห็นผลอย่างน่าพึงพอใจ

วันนี้เราขอนำเทคนิคดีๆ จากที่ได้ปรับปรุงระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาฝากทุกคนกัน ไปดูกันเลย

1. ลดการบริโภคของกินเค็ม โดยหลบหลีกการเติมเครื่องปรุง อย่าง น้ำปลาพริก พริกเกลือ ฯลฯ ลด เลิก การใช้ผงชูรส ผงแต่งรสสำหรับการทำกับข้าว หลบหลีกการนำของกินดัดแปลง อาหารสำเร็จรูป ของกินดอง อบแห้ง หรือแช่อิ่ม เพราะเหตุว่ามีจำนวนเกลือสูง ลดความถี่สำหรับการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม ได้แก่ สุกี้ หมูกระทะ หรือลดจำนวนน้ำปรุงรสแล้วก็เครื่องปรุงรสให้ลดน้อยลง

2. เลิกดูดบุหรี่ งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์

3. หลบหลีกการซื้อยาพารา หรือยาชุดกินเอง

4. กินน้ำสะอาดอย่างพอเพียง วันละ 6-8 แก้ว

5. บริหารร่างกายพอเหมาะพอควร เป็นประจำ ขั้นต่ำอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

6. เลี่ยงของกินที่มีไขมัน หรือคอลเลสเตอคอลสูง ยกตัวอย่างเช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ครีม ฯลฯ

7. ตรวจร่างกายบ่อยๆทุกปี

8. สำหรับคนป่วยโรคเรื้อรัง ควรจะควบคุมความดันเลือด ให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130 มิลลิกรัม/ดล. (HbA1C < 7%) ระดับไขมันในเลือดให้ระดับ LDL น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/ดล. หรือระดับคอลเลสเตอคอลน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/ดล.

ถึงจะมีจำนวนมากถึง 8 ข้อ แต่เมื่ออ่านจบและก็ทราบเลยว่าเป็นเทคนิคที่ง่ายแสนสามารถทำตามกันได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ คนไทยจะเป็นสุขได้ จะต้องเริ่มจากสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ฉะนั้นพวกเรามาเริ่มรักตนเองให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า จริงๆ แล้ว เบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เข้าไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้ เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะอย่าง ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำกลูโคสในเลือดไปใช้ได้ กลูโคสในเลือดจึงสะสมมากขึ้น ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้น แต่ก็ไม่มากที่จะจัดการกับกลูโคสในช่วงที่สูงสุดได้ หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเบาหวานชนิดที่ 2 กันมาบ้างเพราะพบมากในกว่าชนิดที่ 1 ดังนั้นในวันนี้ เราจะมาพูดถึง โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อย่างที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากอะไรกันแน่ แต่มีการศึกษาในวารสาร The Lancet เสนอว่า ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกระดูกและต่อมไทมัส (ซึ่งเป็นอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกัน) และใน Beta cell ของตับอ่อน ซึ่งทำให้สูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลิน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นไปได้ประกอบด้วย
• พันธุกรรม โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากญาติของคุณ หรือพ่อและแม่ของคุณ เป็นโรคนี้ ก็ขอให้เตรียมใจไว้หน่อย เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคนี้มากๆ
• ประวัติครอบครัว อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากญาติเป็น เราก็มีสิทธิ์เป็น
• ภาวะขาดวิตามินดี
• เริ่มดื่มนมวัวเร็วเกินไป
• โรคทางระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคที่ต่อมไทรอยด์ Addison’s disease โรคเซลิแอค และ Autoimmune gastritis
• มีการติดเชื้อไวรัสในช่วงวัยเด็ก
• การเริ่มอาหารประเภทซีเรียลและกลูเตนเร็ว ก่อน 4 เดือน หรือช้าหลัง 7 เดือนเกินไป
• ขณะคลอด มารดามีอายุมาก หรือมีภาวะครรภ์เป็นพิษ