ปวดหลังเรื้อรัง รู้ทันกระดูกสันหลังเสื่อม

  • นอกจากลักษณะและโครงสร้างกระดูกที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหากับ

กระดูกสันหลังจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้หลายวิธี เช่น กินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ป่วยอาการรุนแรงจนถึงขั้นกระดูกสันหลังเสื่อมและกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด แพทย์อาจเสนอ

วิธีการแก้ไขโดยการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วยสกรูไททาเนียม ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเป็นสำคัญ

เพื่อวางแนวสกรูไว้ในตำแหน่งองศาที่ถูกต้องและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังผ่าตัด เช่น

ปวดร้าวตามเส้นประสาทตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงเป็นอัมพาตถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ยอมอดทน

ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากไม่มั่นใจในผลของการผ่าตัด

  • ทว่าความกังวลและความทรมานเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทุกวันนี้มีการใช้ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โอ-อาร์ม (O-ARM)

ซึ่งจะเก็บข้อมูลเอกซเรย์สามมิติ คือทั้งแนวตั้ง แนวนอน และภาพตัดขวาง ร่วมกับเครื่องมือนำวิถีโดยคอมพิวเตอร์ (Navigation System)

ชื่อ สเต็ลท์ (Stealth) ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากโอ-อาร์ม มาช่วยศัลยแพทย์ประเมินระยะที่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ต้องรับการผ่าตัดได้ในระดับมิลลิเมตร

จึงช่วยให้ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับเทคนิค การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)

ที่ทำให้เกิดแผลเล็กลง ยังช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้นด้วย

  • “เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีใช้กันทั่วไป แต่ติดที่ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไม่สะดวกจึงต้องตั้งอยู่กับที่ ในขณะที่ห้องผ่าตัดต้องการเครื่องเอกซเรย์

แบบที่เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สะดวกต่อการผ่าตัดหลายๆ แบบ จึงมักใช้ประเภท C-ARM ซึ่งเป็นการเอกซเรย์สองมิติแบบ Fluoroscopy ให้ข้อมูลเป็น

ภาพสองมิติ หมอจึงต้องมีทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด และอาจจะต้องเปิดแผลใหญ่ร่วมด้วย แต่ด้วยกายวิภาคที่แตกต่างกันของคนไข้

จึงอาจทำให้ตำแหน่งการฝังสกรูบางตัวพลาดไปบ้าง แม้แต่แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ด้วยเครื่องมือแบบเก่า”

  • นายแพทย์คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงที่มาของอาการไม่พึงประสงค์

หลังผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังไว้ในตำแหน่งเหมาะสมด้วยสกรูไททาเนียมด้วยเครื่องมือช่วยแบบเดิมๆ

  • “เครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์ม ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ มีขนาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงสามารถนำมาใช้สแกนข้อมูลขณะที่

คนไข้นอนบนเตียงพร้อมรับการผ่าตัดได้เลย โอ-อาร์มให้ข้อมูลสามมิติแสดงภาพตัดขวางด้วย หมอจึงทราบว่าขณะที่คนไข้นอนอยู่ในท่านั้น

กระดูกข้อไหนมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในท่าไหน เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลนี้ลงในเครื่องมือนำวิถีแล้ว หมอก็จะได้พิกัด ณ จุดที่ต้องการผ่าตัดมาช่วย

เสริมประสบการณ์กับความชำนาญในการผ่าตัด นอกจากนี้ โอ-อาร์มยังช่วยเช็กด้วยว่าสกรูอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เข้าใกล้จนเกินไป

หรือมีแนวโน้มจะไปเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้”

  • ข้อมูลสามมิติและพิกัดชัดเจนจากเครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์มและสเต็ลท์ ช่วยให้แพทย์แก้ไขปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนคลอนได้ง่าย แม่นยำ

และปลอดภัยขึ้น ช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บมากเกินจำเป็นจากการเปิดแผลกว้าง เมื่อแผลมีขนาดเล็กจึงไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่าห้อง

การทำงานของโอ-อาร์มยังช่วยลดรังสีเอ็กซ์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ แพทย์ และทีมงานในห้องผ่าตัด ต่างจากการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบซี-อาร์ม

ซึ่งต้องเอกซเรย์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังใส่สกรู ทั้งยังต้องใช้ตรวจผลอีกครั้งหลังการผ่าตัด

  • ผลพลอยได้สำคัญอีกประการจากการทำงานร่วมกันของโอ-อาร์มและสเต็ลท์ คือ “ความมั่นใจ” สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัด คนไข้

รวมทั้งญาติมิตร ซึ่งสามารถตัดความวิตกกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังและยึดด้วยสกรูไททาเนียมไปได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็น

ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด หรือไม่มั่นคงอีกต่อไป

พบกับ LIVPRO สมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับในขณะนี้

โรคที่จะทำให้ตับเสียหายจนถึงขั้นตับไม่ทำงานเราเรียกโรคก่อนจะถึงตรงนั้นว่าตับอักเสบ

โดยคำว่าอักเสบโดยทั่วไปเราก็จะใช้เรียกอาการเช่น โดนมีดบาด หรือ การเกิดฝีบวดๆแดงๆ ขึ้นในร่างกาย โดยภาษาทางการแพทย์หรือ ภาษาโดยทั่วไปที่ชาวบ้านเรียกกันเราใช้เรียกอาการเหล่านั้นเหมือนกันว่าอักเสบ เมื่อเราเอามือไปกด หรือ เอามือไปโดนตรงนั้นจะมีอาการเจ็บ แต่พอเราเรียกว่าตับอักเสบจะแตกต่างออกไปโดยตับที่ไปซ่อนอยู่ใต้ชายโครงนั้น

โดยตับจะไม่มีเส้นประสาท เพราะฉะนั้นถ้าตับไม่บวมจริงๆ หรือ เราเอาอะไรไปทิ้มโดนตับถึงจะเกิดอาการและรู้ว่าเจ็บ เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตับอักเสบมาน้อยหรืออย่างไรก็ไม่รู้แน่ชัดได้ โดยการอักเสบเราสามารถแบ่งออกไปได้อีกโดยแบ่งออกเป็นอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง ถึงแม้ว่าอักเสียบพลันหรือเราเรียกกันว่าค่าเอ็มไซน์ตับ หรือ ค่าการอักเสบอะไรต่างๆ บ้างทีค่าเหล่านั้นขึ้นเป็นพัน เป็นหมื่น แต่ตัวของเราเอกนั้นไม่รู้เลยว่าตับกำลังอักเสบอยู่ ต้องตรวจโดยเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้นถึงบอกได้

บางรายอาจจะดีหน่อยโดยการอักเสบเฉียบพลันจะแสดงอาการออกมาให้รู้ว่าตอนนี้ตับกำลังมีปัญหาและนะ โดยแสดงออกมาในรูปแบบการคลื่นใส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือ การเปลี่ยนแปลงของน้ำปัสวะจากปกติ เป็นสีเหลืองเข้ม นั้นเป็นอาการที่ตับของคุรกำลังส่งสัญญาณมาบอกว่า พาตับไปตรวจด้วยเถอะ

โดยอาการแบบนี้เราต้องหมั่นสังเกตเองว่า เรามีบ้างอย่างผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่า เช่นวันนี้ ลองส่องกระจกดูในตาของเรานั้น ดูที่ตาขาวของเราสีมันเปลี่ยนไปเป็นออกขาวๆเหลืองๆ หรือเปล่า ถ้ามีอาการแบบนี้ให้คุณรีบไปหาแพทย์โดยทันที่เพราะตับได้แสดงให้คุณเห็นแล้วว่าตอนนี้ตับทำงานไม่ไหวแล้วนะ

แต่สำหรับคนรักสุขภาพไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะในขณะนี้มีสมุนไพรของ LIVPRO ที่มาแรงและต้องบอกว่าได้รับความนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งขณะนี้

 

ไม่ทานอาหารเช้าทำร้ายสุขภาพ

ร่างกายของคนเรา ถูกสร้างมาอย่างเป็นระบบ และดำรงอยู่ได้ด้วยอย่างเป็นระบบ การทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวัน ก็เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างเสริมให้สุขภาพร่างกายเป็นปกติอยู่ได้ ดังนั้น หากเราละเลยอาหารมื้อใดไป จึงอาจทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม และเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ซึ่งมีความสำคัญมาก

จากผลสำรวจของกรมอนามัย ในปี 2555 จำนวน 220 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มวัยทำงาน อายุระหว่าง 20–60 ปี ร้อยละ 59.55 กินอาหารเช้าเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 24.09 กินอาหารเช้าเกือบทุกวัน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า เพศชายกินอาหารเช้าทุกวันมากกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 64 ในขณะที่เพศหญิง กินอาหารเช้าร้อยละ 57.24

สำหรับอาหารเช้าที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเป็นประจำ อันดับ 1 คือ ข้าว ร้อยละ 50.45 รองลงมาคือดื่มชา กาแฟ แทนข้าว ร้อยละ 25 ตามมาด้วย ดื่มนมจืดพร่องมันเนย ร้อยละ 13.64 ส่วนคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า สาเหตุหลักเป็นเพราะการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ

ผลเสียของการไม่ทานอาหารเช้า

  • การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลให้การเริ่มต้นระบบเผาผลาญของร่างกายช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกหิวตลอดเวลา และกินอาหารในมื้อถัดไปมากยิ่งขึ้น กินจุบกินจิบ และมักเลือกเมนูอาหารที่ให้พลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การอดอาหารเช้ายังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือภาวะดื้อของอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35–50 และผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกายังพบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจอีกด้วย

สำหรับเด็กในวัยเรียน การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และเมื่อไม่ได้ทานอาหารเช้าทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหาร จะส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลม เพราะสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ยิ่งมีอาการในช่วงเวลาเรียน จะทำให้เด็กไม่มีสมาธิเรียน อาจเป็นโรคกระเพาะจนถึงขั้นต้องพักการเรียนได้

อาหารทุกมื้อ มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารเช้า ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งพลังงานเริ่มต้นในแต่ละวัน และเป็นการปรับสมดุลของระบบในร่างกาย ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะละเลยอาหารเช้าอย่างเด็ดขาดนะคะ

แค่เดินก็ออกกำลังกายได้

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่สูงอายุ ผู้ที่มีอาการปวดเข่าหรือเข่าเสื่อมแต่ถ้าท่านแข็งแรง และอยากให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่ม ท่านสามารถออกกำลังกายโดยการเดินเร็ว

วิธีการที่จะให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน โดยการเดินเร็วๆทำได้โดย การเดินก้าวยาวๆ เดินเร็วๆและแกว่งแขนแรงๆ การเดินเร็วๆอาจจะเดินได้ 5-8 กม.ต่อชั่วโมง นอกจากนั้นท่านอาจจะเดินแบบแข่งเดินทนซึ่งเดินได้เร็ว 6-9 กม./ชม.การเดินเป็นประจำจะทำให้ท่านมีสุขภาพหัวใจ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทนทาน รวมทั้งข้อก็มีการเคลื่อนไหวได้

การเดินจะเผาผลาญพลังงานเท่าใด

การเดินจะใช้พลังงานมากหรือน้อยขึ้นกับน้ำหนักของท่าน ความเร็วที่ท่านเดิน และการแกว่งแขนว่าแรงเพียงใด การเดินด้วยความเร็วประมาณ 6 กม./ชม.จะเผาผลาญพลังงานไปประมาณ 440กิโลแคลอรี ผู้ที่มีน้ำหนักมากจะเผาพลังงานมากกว่าผู้ที่น้ำหนักน้อย การวิ่งบนพื้นราบจะใช้พลังงานมากกว่าวิ่งบนสายพาน ดังนั้นหากต้องการเผาผลาญพลังงานควรจะวิ่งบนพื้นราบและทางชัน สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าหากต้องการเผาผลาญพลังงานเพิ่มให้เพิ่มเวลาการออกกำลังกาย

วิธีการออกกำลังกายโดยการเดิน

ท่านอาจจะนัดกันเดินตามสวนสาธารณะเป็นกลุ่ม หรืออาจจะเข้าร่วมกับกลุ่มที่เข้าเดินเป็นประจำ กำหนดจุดหมายที่จะถึงหรือกำหนดเวลาที่จะเดินแล้วจึงเดินไปพร้อมๆกัน ทางเดินที่ดีควรจะมีเนินสูงต่ำและไม่ร้อน

ประโยชน์ของการเดินเร็วๆ

  • การเดินสัปดาห์ละ 1-3 ชั่วโมงจะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 30
  • การเดินสัปดาห์ละ 3 ชม.จะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 35
  • การเดินสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงจะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 40
  • การเดินเร็วๆจะมีอาการปวดข้อเท้าและข้อเข่าน้อยกว่าการวิ่ง
  • การเดินเร็วๆวันละ20-60 นาทีสัปดาห์ละ 3 ครั้งจะลดความตึงเครียด
  • การเดินสามารถทำได้คนเดียวไม่ต้องคอยกลุ่ม

วัณโรค โรคน่ากลัวที่ต้องรู้

สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยยิ่งนับวันก็ยิ่งแย่ลงอย่างต่อเนื่อง พบสถิติผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปีตรงกันข้ามกับที่ตั้งเป้าหมายไว้ในเรื่องของการลดจำนวนผู้ป่วยลง จึงถือเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข โดยในบางส่วนยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างที่ควรจะเป็น

              วัณโรคที่สำคัญที่สุดก็คือวัณโรคปอด เพราะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังคนรอบข้างได้มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ส่วนวัณโรคอื่นนอกจากปอด ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มปอด เป็นต้น อาการแสดงโรคขึ้นอยู่กับอวัยวะดังกล่าว

การแพร่กระจายเชื้อไปยังคนรอบข้าง เกิดจากการไอ จาม โดยมีเชื้ออยู่ในเสมหะ หากผู้อื่นได้รับเชื้อวัณโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมา อาจเกิดโรคได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรค 100% ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้รับเชื้อเพียง 10% เท่านั้นที่เกิดโรค

แม้วัณโรคจะเป็นโรคติอต่อแต่การรับเชื้อก็ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเชื้อจะต้องเกิดโรคแน่นอน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของผู้รับเชื้อ หากในขณะที่รับเชื้อภูมิต้านมีความอ่อนแอ เช่น ได้รับยากดภูมิ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีโอกาสเกิดโรคได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมขณะรับเชื้อก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เช่น ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าสถานที่โล่งแจ้ง เป็นต้น

วิธีการสังเกตว่าอาการป่วยเป็นวัณโรคคือ มีอาการไอเรื้อรังชัดเจนนานเกิน 3 สัปดาห์ บางครั้งมีอาการอื่นประกอบ เช่น มีไข้ต่ำ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดศีรษะเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น ทั้งนี้ในการไอเรื้อรังนานเกิน 3 สัปดาห์บางครั้งก็อาจเป็นโรคอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โดยในส่วนของวัณโรคนั้นผู้ป่วยควรตระหนักไว้เสมอว่าเป็นโรคติดต่อที่ส่งผลต่อคนรอบข้างได้ จึงควรเข้ารับการรักษาเพื่อตนเองและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ได้แก่

  • การติดเชื้อร่วมกันในคนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • การกินยาไม่ต่อเนื่องของผู้ป่วยวัณโรค โดยปกติการกินยาจะต้องกินต่อเนื่อง 6-9 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อที่ไม่แบ่งตัวภายในเซลล์ให้หมด และเพื่อไม่ให้เกิด
  • การกลายพันธุ์ของเชื้อ แต่พบปัญหาว่าผู้ป่วยบางรายกินยาไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการดื้อยา
  • ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจละเอียด จึงไม่รู้ตัวว่าป่วยและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

การดื้อยา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ไม่เคยกินยาแต่รับเชื้อที่ดื้อยามา
  • กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่กินยาไม่ต่อเนื่อง กลุ่มนี้เมื่อกลับมารักษาใหม่ ยามาตรฐานที่ใช้จะไม่ได้ผล ซึ่งเป็นยาชนิดที่ต้องกินต่อเนื่อง 6 เดือน เมื่อเกิดการดื้อยาหลักแล้ว จะทำให้การรักษายาวนานจาก 6 เดือนไปเป็น 2 ปี และไม่ใช้ยาชนิดเดิม โดยจะเปลี่ยนเป็นยาฉีด ซึ่งยาชนิดนี้จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการได้ยิน อีกทั้งยังมียาชนิดอื่นเพิ่มขึ้น 2-3 ขนาน รวมถึงค่ารักษาที่เพิ่มสูงเป็น 4-5 เท่า

จึงอาจกล่าวได้ว่าการดื้อยาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญต่อสถานการณ์วัณโรคในไทยที่แย่ลง ดังนั้นผู้ป่วยวัณโรคจึงควรกินยาต่อเนื่องให้ครบ 6 เดือน เพื่อไม่ให้การรักษายากขึ้นกว่าเดิม สำหรับการรักษาให้หายขาดสามารถทำได้หากกินยาต่อเนื่อง 6 เดือนและไม่มีเชื้ออยู่ในเสมหะ ในส่วนของโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะภายใน 2 ปีหลังการรักษา