โรคเสียงดังในหู

โรคเสียงดังในหู เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็จะมีเสียงคล้ายแมลงหวี่ บางทีก็จะเป็นเสียงทุ้มอาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ มักจะได้ยินตอนอยู่ที่เงียบๆหรือเวลากลางคืน โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายแต่บางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคซ้อนอยู่ที่เป็นอันตรายได้ คนไข้ส่วนใหญ่เป็นแล้วหายเองก็มีหรือถ้าไม่หายก็ควรปรึกษาาแพทย์ โรคเสียงดังในหูแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ Subjective Tinnitus และ Objective Tinnitus  สาเหตุของความผิดปกติประเภท Subjective Tinnitus  

1.) เกิดความผิดปกติที่หูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นนอกอักเสบ เนื้องอกของหูชั้นนอก 

2.) หูชั้นกลางมีการอักเสบ หรือมีน้ำขัง เนื่องจากท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ หรือมีหินปูนในหูชั้นกลาง 

3.) ประสาทหูชั้นในเสื่อมจากอายุ พบได้บ่อยอาการจะค่อยเป็นค่อยไป มักมีอาการได้ยินลดลง และมีความจำเสื่อม ปวดเวียนศีรษะร่วมด้วย 

4.) อันตรายจากเสียงดัง การได้รับเสียงที่ดังมาก ๆในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ได้ยินเสียงปีน เสียงระเบิด หรือเสียงประทัด ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังในระดับปานกลางเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ประสาทหูค่อยๆเสื่อมลง  

5.) เกิดการติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น หูน้ำหนวกที่ลุกลามเข้าหูชั้นใน การติดเชื้อซิฟิลิสเข้าหู หรือสมอง หรือไวรัสเอดส์ 

6.) เกิดความผิดปกติในสมอง โดยเฉพาะโรคของหลอดเลือด เช่น โรคMultiple sclerosis ปลอกเส้นประสาทอักเสบ หลอดเลือดในสมองตีบ โรคลมชัก เยื่อหุ้มสมอง หรือสมองอักเสบ โรคไมเกรน 

7.) ยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีพิษต่อหูชั้นใน ในอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง 

สาเหตุของความผิดปกติประเภท Objective Tinnitus คนใกล้ชิด หรือแพทย์ที่ตรวจสามารถได้ยินเสียงนั้นด้วย ซึ่งมีแหล่งจากต้นกำเนิดเสียงจริงที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งสาเหตุเสียงดังในหูประเภทนี้ได้แก่ 

1.) ความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับหลอดเลือดดำ หรือหลอดเลือดวางอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ หรือหลอดเลือดแดงโป่งพองบริเวณศีรษะ และคอที่อยู่ใกล้ชิดหูชั้นใน หรือแม้แต่ในสมองเอง มักเกิดพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือเมื่อออกกำลังกาย อาจได้ยินเมื่ออยู่ใกล้กับผู้ป่วยหรือเมื่อใช้ เครื่องช่วยฟัง 

2.) ความผิดปกติของการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน มีการกระตุกทำให้เกิดเสียง 

3.) เสียงดังในหูอาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก หากท่อปิดไม่สนิทขณะหายใจเข้าหรือออก อาจทำให้เกิดเสียงขึ้นได้ 

ออกกำลังกายอย่างไรให้มีกล้ามเนื้อ

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้เทรนด์กล้ามกำลังมาเลยก็ว่าได้นะ ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นมีอยากจะสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในผู้หญิงเองนั้นก็มีความต้องการเหมือนกัน ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าการมีกล้ามเนื้อที่ดีนั้นแสดงถึงสุขภาพที่ดีและความเซ็กซี่เบาๆ แต่ก็นั้นแหละปฏิเสธไม่ได้เลยจริงว่าการมีการเนื้อนั้นทำให้ร่างกายดูดีขึ้นได้จริงๆ

การจะสร้างกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง และเห็นได้ชัดนั้นจะต้องทำการออกกำลังกายเพื่อสร้างมันขึ้นมา แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนล่ะเพื่อให้กล้ามเนื้อขึ้นและเห็นได้ชัด การออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และขึ้นรูปมากที่สุดคือการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง

เป็นการออกกำลังกายที่ต้องพึ่งการใช้อุปกรณ์ในการเข้าช่วย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย บางคนมีความสงสัยว่าถ้าออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งแล้วช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ไขมันจะหายไปหรือไม่ แน่นอนว่าจะช่วยให้ไขมันหายไปอย่างแน่นอน จะทำให้สัดส่วนตรงนั้นของคุณดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายอ้วนหรือใหญ่เพราะไขมันมากจนเกินไป การเริ่มออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่งนั้นอาจจะไม่เหมาะสมสักเท่านั้น สิ่งที่คุณควรเริ่มทำคือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันออกจากร่างกายก่อน

ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจะถูกกล่าวว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำลายกล้ามเนื้อก็ตาม แต่คุณยังสามารถกลับมาออกกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาได้ การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งนั้นยังมีอีก 1 รูปแบบนั้นก็คือ บอดี้เวท การออกกกำลังกายแบบบอดี้เวทคือ การใช้น้ำหนักตัวของเรานั้นแทนอุปกรณ์ต่างๆนั้นเอง

ซึ่งท่าต่างๆสามารถหาทำตามได้อย่างง่าย แต่บอดี้เวทนั้นจะทำให้กล้ามเนื้อชัดเจนได้ไม่เท่ากับการเล่นเวทเทรนนิ่งกับอุปกรณ์ที่อยู่ในฟิตเนสหรือในยิม แต่ถึงอย่างไรนั้นถ้าคุณไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนสหรือยิม ใช้เวลา 15-20 นาทีกับบอดี้เวทก็ถือว่าได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้เช่นกัน และอีกปัจจัยสำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อคือ อาหาร แหล่งอาหารสำคัญของกล้ามเนื้อคือ โปรตีน

และเพื่อให้เพียงพอที่นำไปใช้เสริมสร้างคุณจะต้องทานโปรตีนให้ได้เท่ากับน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าเป็นไปได้อย่างที่จะทำให้ได้รับมากขนาดนั้น คนส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งอาหารเสริมอย่าง เวย์โปรตีน ที่จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพียงพอที่เข้าเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ เอาล่ะ เป็นไงบ้าง ถ้าคุณอย่างมีกล้ามเนื้อร่างกายที่สวยงามก็อย่าลืมปัจจัยต่างๆเหล่านี้ล่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

Suzuki rg150 ตำนานของ 150 thailand 

ซูซูกิชอบเป็นคนที่แหวกนะครับ

เป็นค่ายที่ค่อนข้างที่จะแหวกแนวมากๆก็สมชื่อจริงๆแหละ แกรมม่ามาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 150cc แต่เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวขอเบรคนิดนึงจริงๆเนี่ยต้องมีคนเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าแกรมม่ามาแน่ๆเลยว่ามันไม่ใช่รถ 150 ข่าวลือที่ว่ามันไม่ใช่รถ 150 จริงมั้ย ส่วนนึงผมคิดว่าจริงที่สุดเลย เพราะเปรียบเทียบอย่างเช่นขนาดของลูกสูบ เอาแค่ขนาดของลูกอย่างเดียวเราจะไม่พูดถึงอย่างอื่นนะ แค่ลูกสูบ VR KR NSR ขนาด 59mm หมด เจ้านี่มาเหนือเลย 61mm ด้วยความใหญ่ของลูกสูบถึง 61mm นะครับ

แล้วคิดดูว่า cc มันจะขนาดไหน คือรถ150ปกติก็ขนาดลูกสูบ 59mm ถูกมั้ยนี่มา 61 เหนือมาเยอะเลยเหนือมาตั้ง 2mm ผมก็ว่ามันน่าจะประมาณ 160-170 cc มากกว่านะ และก็มาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแล้วก็มีหม้อน้ำขนาดใหญ่แถมใหญ่กว่ารุ่นอื่นทุกรุ่นเลย ผมเคยเอามาเทียบแล้วแม่งใหญ่จริงๆ ระบบป้อนไอดีแบบหลีดวาร์ว 6 แผ่นทำจากเรซิ่นยางวิเคชั่น ช่วยให้ไอดีสามารถไหลผ่านได้เร็วขึ้นนะครับโดยให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 37แรงม้าในรอบ 10800 รอบ ถามว่ามาเร็วมั้ยผมว่ามาเร็วนะสำหรับรถที่ค่อนข้างใหญ่เทาะทะแล้วก็ค่อนข้างที่จะหนักนะครับ

ก็ถือว่ามาเร็วนะ แล้วก็มีระบบไอเสียแบบวาร์วเหมือน TZR นะครับ เหมือนจะเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นเป็นตัวที่มีวาร์วตัวแรกของซูซูกิเลยก็ว่าได้นะครับ และควบคุมการทำงานของวาร์วด้วยคอมพิวเตอร์ระบบจุดระเบิดแบบ CDI ควบคู่กับคาร์บูเรเตอร์แบบสลิงชอร์ตและแกรมม่ายังแรงแซงหน้าด้วยคาร์บูแบบสลิงชอร์ตลิขสิทธิ์เฉพาะรถแข่งระดับเวิร์ลกลางปลีซูซูกิ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอัตราส่วนของการควบคุมน้ำมันและอากาศให้อย่างสมบูรณ์ใรการเผาไหม้ในการจ่ายน้่ำมัน และยังมีรูปทรงที่สปอร์ทออกแบบตามหลักการแอร์โร่ไดนามิก พูดได้เลยนะครับว่าเจ้าแกรมม่าตัวนี้ทางค่ายซูซูกิได้ทำการค้นคว้าและพัฒนามาเป็นอย่างดีเลยนอกจากนั่นยังมีฟูลแฟลี่งอีกด้วยนะครับทั้งไฟคู่หน้ามากันเต็มรูปแบบเหมือนรถแข่งกันเลยทีเดียว

และมีเรือนไมล์แบบ 3in1 ด้วยนะครับ วางตำแหน่งได้อย่างเหมาะสมมีเกจวัดความเร็วอยู่ที่ 240km/h นะครับวัดรอบแบบไฟฟ้าพร้อมทั้งสัญญาณไฟเตือนน้ำมันและสัญญาณบอกไฟสูงต่ำและในการออกแบบเรือนไมล์มีการใช้บูธยางคอยซับแรงกระแทกทำให้ค่าวัดต่างๆมีความนิ่งแม้กระทั่งใช้ในความเร็วสูงๆนะครับ แกรมม่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี่และนวัตกรรมที่เหนือล้ำกว่าค่ายอื่นแทบจะว่าได้เลยนะครับ เจ้านี่ถูกออกแบบแล้วก็ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบโช๊คหน้าเป็นแบบเทเรสโคปิกขนาด 35mm พร้อมด้วยสเตทิสไรดเซอร์เพิ่มความมั่นใจในการทรงตัว โช๊คอัพหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มรูปพระจันทร์เสี้ยวหรือที่เรียกกันว่ารูปบูมเมอร์แรงนั่นเอง ดิสเบรคทั้งหน้าทั้งหลังนะครับ

ใช้ลูกสูบคู่ทั้งนั้นเลยโดยจานหน้ามีขนาดใหญ่ถึง 290mm เลยทีเดียวและจานหลังมีขนาด 210mm ทำให้การเบรคมีความมั่นใจมากขึ้นในทุกสภาพถนน ในปัจจุบันก็นับว่าเป็นเวลา 26-27ปีแล้วนะครับ รถแกรมม่าถือว่าเป็นรถที่ค่อนข้างหายาก คือคนเล่นมันน้อยแต่คนเก็บรถมันเยอะเพราะว่าแกรมม่ามันเป็นรถที่โคตรจะแดกน้ำมันเลยและบวกกับที่ว่ามันผลิตออกมาน้อย มันมีช่วงนึงผมเคยได้ยินว่าเจ้าแกรมม่าถูกผลิตขึ้นมาแล้วถูกเรียกเก็บ ไม่รู้จริงหรือเปล่านะเนื่องจากว่ารถมันโกง คือหนึ่งกินน้ำมัน สองโกงซีซี ประมาณนั้นนะครับก็เลยถูกเรียกเก็บแล้วเจ้าแกรมม่าตัวแรกรู้สึกว่าขนาดคาบูถึง 34mm เลยนะ

ถ้าจำไม่ผิดเพราะผมเคยจับตัวแรกอยู่แต่ถ้าผิดยังไงก็ขออภัยด้วยเพราะว่าในเน็ตเห็นว่ามีขนาด 30mm แล้วรุ่นที่ 2 จะลดขนาลงมาเหลือ 28mm เพื่อการประหยัดน้ำมันนะครับก็ไม่รู้ตัวไหนมันจริงนะ แต่ถึงกระนั้นนะครับ เจ้าแกรมม่าก็ยังถือว่ามีความพิเศษที่สุดเหนือรถ 150 ทุกรุ่นเพราะอะไร เพราะแกรมม่ามีคาบูที่ไม่เหมือนชาวบ้านแล้วก็มีสวิงอาร์มที่ไม่เหมือนชาวบ้านอีกต่างหากครับ แล้วสวิงอาร์มใหญ่มากแบบบะเริ่มเลยครับ แล้วยังนิยมเอาอะไหล่ของแกรมม่าไปใส่รุ่นอื่นๆตั้งแต่ลูกสูบ คาบู สวิงอาร์ม แต่แกรมม่าก็ยังมีคู่แข่งอีกตัวนึงที่เกี่ยวกับสวิงอาร์มนะครับนั่นก็คือ เอ็นโปรอาร์ม อาร์มตัวนี้จัดได้ว่าเป็นตัวลิขสิทธิ์เฉพาะของฮอนด้าเลยทีเดียวเชียว ถ้าให้เทียบระหว่างโปรอาร์มกับแกรมม่าเนี่ยให้พูดว่าอันไหนสวยผมขอให้โปรอาร์มนะ เพราะว่าของแกรมม่าถึงว่ามันออกมาแปลกก็จริงนะคือมันแปลกเกินไปครับ มันงอข้างเดียวแล้วอีกข้างทำไมไม่งอตามเหมือนอีกข้าง แต่ถ้ามองคนละมุมก็จะได้คนละอารมณ์นะ มันถึงคู่ควรแก่การเก็บสะสม แล้วก็อะไหล่ของมันหายากมากครับถ้าพังมาเนี่ยซ่อมยากมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  บิ๊กไบค์มือสอง

หูฟังแบบ full size (close back)

หูฟังแบบ full size (close back)มีลักษณะดังต่อไปนี้

หู ฟังชนิดนี้จะเป็นหูฟังขนาดใหญ่ ครอบเต็ม 2 ใบหู สวมใส่ง่ายสบายหู แต่พกพาไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เหมาะสำหรับบุคคลบางกลุ่มหรือเฉพาะใช้งานกับงานบางงาน หูฟังแบบ full size ชนิดนี้มีมากมายหลายยี่ห้อแตกต่างกันออกไป แต่รูปทรงจะไม่ต่างกันนัก หูฟังชนิดนี้ใช้สำหรับคนที่หลงไหลในเสียงดนตรีเป็นอย่างมาก เพราะหูฟังประเภทนี้จะให้ค่าความระเอียดของเสียงดนตรีได้สูงกว่าหูฟังแบบทั่วไป ค่อยข้างเยอะ

ประเภทของหูฟัง full size มี 2 ประเภท

Open-Back (หูเปิด)

จะเป็นหูฟังที่ ตัว Housing ของหูฟัง Openback จะไม่มีอะไรมาปิดกั้นเสียง ในขณะการใช้งานหูฟังประเภทนี้เสียงจะเล็ดลอดออกไปรอบๆข้าง คล้ายๆ กับลำโพงพกพา แต่จะให้เสียงที่มีความเป็นธรรมชาติ ลักษณะการใช้งานของหูฟังประประเภท Open-Back คือ เหมาะกับการใช้งานอยู่กับที่ ไม่เน้นการพกพาเนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่หรือใช้งานในที่สาธารณะอาจก่อให้เกิดเสียงรบกวนบุคคลรอบข้างได้

Closed-back (หูปิด)

ลักษณะของหูฟัง Closed-back ตัวนี้ ในส่วนของตัว Housing ของหูฟังจะมีอะไรมาปิด จึงทำให้เสียงที่เล็ดลอดออกมาน้อยมากๆ ตรงข้ามกับหูฟังประเภท Open-Back ลักษณะการใช้งานเหมาะกับใช้งานทั่วไป ใช้งานได้ในที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนตัวได้ เนื่องจากหูฟังตัวนี้ จะเก็บเสียงได้มากในระดับนึงเลยทีเดียว ส่วนเรื่องระบบคุณภาพเสียงก็จะมีคุณภาพที่สูงมากๆ เนื่องจากเสียงจะอัดอยู่ในหูเราเพราะรูปทรงหูฟังจึงทำให้เกิดการฟังที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

หูฟังทั้ง 2 ประเภท ที่กล่าวมาข้างต้น ให้เสียงที่เหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันแล้วแต่การใช้งานของแต่หละบุคคล และสถานที่ หรือในเวลานั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามหูฟัง 2 ประเภทนี้ก็ยังมีขนาดใหญ่ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกสบายในการพกพานัก แต่ถ้าเราชอบในหูฟังแบบ Full size นี้ ก็ควรเลือกใช้ประเภทที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งาน

 

สนับสนุนโดย เครื่องช่วยฟัง

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

หลายๆ โรคที่คนเจ็บจำเป็นต้องพบเจอ ไม่ใช่โรคที่หามูลเหตุได้ยากอย่างโรคมะเร็ง แต่เป็นโรคที่พวกเรารู้ปัจจัยอย่างแจ่มแจ้งอย่างโรคไต เบาหวาน แล้วก็ความดันเลือดสูง ฉะนั้นการหาวธีปกป้องโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่ว่าจะต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัด มีวินัยกับตนเอง เทคนิคนี้ก็เลยจะเห็นผลอย่างน่าพึงพอใจ

วันนี้เราขอนำเทคนิคดีๆ จากที่ได้ปรับปรุงระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาฝากทุกคนกัน ไปดูกันเลย

1. ลดการบริโภคของกินเค็ม โดยหลบหลีกการเติมเครื่องปรุง อย่าง น้ำปลาพริก พริกเกลือ ฯลฯ ลด เลิก การใช้ผงชูรส ผงแต่งรสสำหรับการทำกับข้าว หลบหลีกการนำของกินดัดแปลง อาหารสำเร็จรูป ของกินดอง อบแห้ง หรือแช่อิ่ม เพราะเหตุว่ามีจำนวนเกลือสูง ลดความถี่สำหรับการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม ได้แก่ สุกี้ หมูกระทะ หรือลดจำนวนน้ำปรุงรสแล้วก็เครื่องปรุงรสให้ลดน้อยลง

2. เลิกดูดบุหรี่ งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์

3. หลบหลีกการซื้อยาพารา หรือยาชุดกินเอง

4. กินน้ำสะอาดอย่างพอเพียง วันละ 6-8 แก้ว

5. บริหารร่างกายพอเหมาะพอควร เป็นประจำ ขั้นต่ำอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

6. เลี่ยงของกินที่มีไขมัน หรือคอลเลสเตอคอลสูง ยกตัวอย่างเช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ครีม ฯลฯ

7. ตรวจร่างกายบ่อยๆทุกปี

8. สำหรับคนป่วยโรคเรื้อรัง ควรจะควบคุมความดันเลือด ให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130 มิลลิกรัม/ดล. (HbA1C < 7%) ระดับไขมันในเลือดให้ระดับ LDL น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/ดล. หรือระดับคอลเลสเตอคอลน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/ดล.

ถึงจะมีจำนวนมากถึง 8 ข้อ แต่เมื่ออ่านจบและก็ทราบเลยว่าเป็นเทคนิคที่ง่ายแสนสามารถทำตามกันได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ คนไทยจะเป็นสุขได้ จะต้องเริ่มจากสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ฉะนั้นพวกเรามาเริ่มรักตนเองให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า จริงๆ แล้ว เบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เข้าไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้ เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะอย่าง ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำกลูโคสในเลือดไปใช้ได้ กลูโคสในเลือดจึงสะสมมากขึ้น ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้น แต่ก็ไม่มากที่จะจัดการกับกลูโคสในช่วงที่สูงสุดได้ หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเบาหวานชนิดที่ 2 กันมาบ้างเพราะพบมากในกว่าชนิดที่ 1 ดังนั้นในวันนี้ เราจะมาพูดถึง โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อย่างที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากอะไรกันแน่ แต่มีการศึกษาในวารสาร The Lancet เสนอว่า ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกระดูกและต่อมไทมัส (ซึ่งเป็นอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกัน) และใน Beta cell ของตับอ่อน ซึ่งทำให้สูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลิน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นไปได้ประกอบด้วย
• พันธุกรรม โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากญาติของคุณ หรือพ่อและแม่ของคุณ เป็นโรคนี้ ก็ขอให้เตรียมใจไว้หน่อย เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคนี้มากๆ
• ประวัติครอบครัว อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากญาติเป็น เราก็มีสิทธิ์เป็น
• ภาวะขาดวิตามินดี
• เริ่มดื่มนมวัวเร็วเกินไป
• โรคทางระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคที่ต่อมไทรอยด์ Addison’s disease โรคเซลิแอค และ Autoimmune gastritis
• มีการติดเชื้อไวรัสในช่วงวัยเด็ก
• การเริ่มอาหารประเภทซีเรียลและกลูเตนเร็ว ก่อน 4 เดือน หรือช้าหลัง 7 เดือนเกินไป
• ขณะคลอด มารดามีอายุมาก หรือมีภาวะครรภ์เป็นพิษ

โรคซึมเศร้ากับเรื่องที่ควรรู้

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด คนที่ญาติไม่เคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่มักผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความผิดปกติของระดับสารเคมีในสมอง ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เป็นเหตุผลที่อาจทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ อาจทำให้กลายเป็นคนไม่เคยมีความภูมิใจในตนเอง มองตนเองในแง่ลบและโลกที่เขาอยู่ช่างโหดร้ายตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น

อีกทั้งการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตนี้พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมาตลอด หรือความสัมพันธ์กับคนรัก หรือคนรอบข้างไม่ลงตัวไม่ราบรื่นไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

  • โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  • นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
  • กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น “โรคซึมเศร้า” หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ว่ามีอาการเช่นไรบ้าง  โดยแพทย์อาจจะเลือกวิธีการรักษาทางจิตใจ หรือการรักษาด้วยยาหลายชนิด หรือบางครั้งก็รักษาทั้งทางจิตใจและยาควบคู่กันไป โดยการตอบสนองของแต่ละคนที่มีต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน ในการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยให้รับประทานยาแต่ละชนิดจะช่วยทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

วิธีการรักษาแบบทางจิตใจมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน คือ เน้นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยตัวผู้ป่วยเองเกิดความเข้าใจในตนเอง สาเหตุของปัญหาที่เกิดมากขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการปรับความเข้าใจเปลี่ยนมุมมองทัศนคติใหม่กับแพทย์ผู้รักษา การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

***ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า อาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ถ้าไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

  • ปากแห้งคอแห้ง – ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  • ท้องผูก – กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
  • ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ – อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
  • ปัญหาทางเพศ – อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
  • ตาพร่ามัว – อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  • เวียนศีรษะ – ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
  • ง่วงนอน – อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

  1. ปวดศีรษะ – อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
  2. คลื่นไส้ – มักเป็นเพียงชั่วคราว
  3. นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย – พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

 

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

  1. อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  2. อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
  3. พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
  4. อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
  5. ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
  6. อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
  7. อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
  8. พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

พฤติกรรมเสี่ยง เสพติดยาดม

ยาดมคือยาน้ำที่ใช้สำหรับสูดดม เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก เวียนหัว เป็นลม หรือทารักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ยาน้ำแอมโมเนีย และยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร เป็นต้น

โดยเมนทอลนั้นมีกลิ่นหอม และเมื่อสัมผัสกับผิวหนังก็จะทำให้รู้สึกเย็น ส่วนการบูรก็มีกลิ่นที่หอมเย็น ซึ่งแต่เดิมจะสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์แล้ว เนื่องจากทำได้ง่าย และมีราคาถูกกว่าถ้าสกัดจากพืช นอกจากนี้การบูรยังให้ความรู้สึกเย็น เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล

พฤติกรรมเสพติดยาดมเกิดจากอะไร และอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน
“การเสพติดยาดม” โดยชอบสูดดมยาดมอยู่เป็นประจำ แม้ไม่ได้มีอาการคัดจมูก เวียนหัว หรือจะเป็นลมนั้น มีสาเหตุมาจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิตบางชนิด อย่างเมนทอลและการบูร ที่มีผลต่อระบบประสาทซึ่งอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่พฤติกรรมการเสพติดยาดม จะเป็นในรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย มากกว่าเป็นอาการทางจิต

อย่างไรก็ดีการสูดดมสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้เยื่อบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นเกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้หากสูดดมเมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในยาดมโดยมีความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำให้เกิดปอดอักเสบอีกด้วย

ซึ่งการใช้ยาดมที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรใช้ยาดมในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และสามารถสูดดมใกล้ๆ ได้ แต่ไม่ควรสัมผัสกับจมูกโดยตรง หรือไม่ควรเอาหลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัส ควรเก็บยาดมไว้ในอุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากมือเด็กและแสงแดด

รวมถึงหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาดมด้วย เหนืออื่นใดยังควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้นั่นเอง สุดท้ายหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ เพราะยาดมใช้รักษาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ปวดหลังเรื้อรัง รู้ทันกระดูกสันหลังเสื่อม

  • นอกจากลักษณะและโครงสร้างกระดูกที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหากับ

กระดูกสันหลังจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้หลายวิธี เช่น กินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ป่วยอาการรุนแรงจนถึงขั้นกระดูกสันหลังเสื่อมและกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด แพทย์อาจเสนอ

วิธีการแก้ไขโดยการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วยสกรูไททาเนียม ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเป็นสำคัญ

เพื่อวางแนวสกรูไว้ในตำแหน่งองศาที่ถูกต้องและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังผ่าตัด เช่น

ปวดร้าวตามเส้นประสาทตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงเป็นอัมพาตถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ยอมอดทน

ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากไม่มั่นใจในผลของการผ่าตัด

  • ทว่าความกังวลและความทรมานเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทุกวันนี้มีการใช้ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โอ-อาร์ม (O-ARM)

ซึ่งจะเก็บข้อมูลเอกซเรย์สามมิติ คือทั้งแนวตั้ง แนวนอน และภาพตัดขวาง ร่วมกับเครื่องมือนำวิถีโดยคอมพิวเตอร์ (Navigation System)

ชื่อ สเต็ลท์ (Stealth) ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากโอ-อาร์ม มาช่วยศัลยแพทย์ประเมินระยะที่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ต้องรับการผ่าตัดได้ในระดับมิลลิเมตร

จึงช่วยให้ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับเทคนิค การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)

ที่ทำให้เกิดแผลเล็กลง ยังช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้นด้วย

  • “เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีใช้กันทั่วไป แต่ติดที่ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไม่สะดวกจึงต้องตั้งอยู่กับที่ ในขณะที่ห้องผ่าตัดต้องการเครื่องเอกซเรย์

แบบที่เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สะดวกต่อการผ่าตัดหลายๆ แบบ จึงมักใช้ประเภท C-ARM ซึ่งเป็นการเอกซเรย์สองมิติแบบ Fluoroscopy ให้ข้อมูลเป็น

ภาพสองมิติ หมอจึงต้องมีทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด และอาจจะต้องเปิดแผลใหญ่ร่วมด้วย แต่ด้วยกายวิภาคที่แตกต่างกันของคนไข้

จึงอาจทำให้ตำแหน่งการฝังสกรูบางตัวพลาดไปบ้าง แม้แต่แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ด้วยเครื่องมือแบบเก่า”

  • นายแพทย์คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงที่มาของอาการไม่พึงประสงค์

หลังผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังไว้ในตำแหน่งเหมาะสมด้วยสกรูไททาเนียมด้วยเครื่องมือช่วยแบบเดิมๆ

  • “เครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์ม ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ มีขนาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงสามารถนำมาใช้สแกนข้อมูลขณะที่

คนไข้นอนบนเตียงพร้อมรับการผ่าตัดได้เลย โอ-อาร์มให้ข้อมูลสามมิติแสดงภาพตัดขวางด้วย หมอจึงทราบว่าขณะที่คนไข้นอนอยู่ในท่านั้น

กระดูกข้อไหนมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในท่าไหน เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลนี้ลงในเครื่องมือนำวิถีแล้ว หมอก็จะได้พิกัด ณ จุดที่ต้องการผ่าตัดมาช่วย

เสริมประสบการณ์กับความชำนาญในการผ่าตัด นอกจากนี้ โอ-อาร์มยังช่วยเช็กด้วยว่าสกรูอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เข้าใกล้จนเกินไป

หรือมีแนวโน้มจะไปเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้”

  • ข้อมูลสามมิติและพิกัดชัดเจนจากเครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์มและสเต็ลท์ ช่วยให้แพทย์แก้ไขปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนคลอนได้ง่าย แม่นยำ

และปลอดภัยขึ้น ช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บมากเกินจำเป็นจากการเปิดแผลกว้าง เมื่อแผลมีขนาดเล็กจึงไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่าห้อง

การทำงานของโอ-อาร์มยังช่วยลดรังสีเอ็กซ์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ แพทย์ และทีมงานในห้องผ่าตัด ต่างจากการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบซี-อาร์ม

ซึ่งต้องเอกซเรย์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังใส่สกรู ทั้งยังต้องใช้ตรวจผลอีกครั้งหลังการผ่าตัด

  • ผลพลอยได้สำคัญอีกประการจากการทำงานร่วมกันของโอ-อาร์มและสเต็ลท์ คือ “ความมั่นใจ” สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัด คนไข้

รวมทั้งญาติมิตร ซึ่งสามารถตัดความวิตกกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังและยึดด้วยสกรูไททาเนียมไปได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็น

ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด หรือไม่มั่นคงอีกต่อไป

พบกับ LIVPRO สมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับในขณะนี้

โรคที่จะทำให้ตับเสียหายจนถึงขั้นตับไม่ทำงานเราเรียกโรคก่อนจะถึงตรงนั้นว่าตับอักเสบ

โดยคำว่าอักเสบโดยทั่วไปเราก็จะใช้เรียกอาการเช่น โดนมีดบาด หรือ การเกิดฝีบวดๆแดงๆ ขึ้นในร่างกาย โดยภาษาทางการแพทย์หรือ ภาษาโดยทั่วไปที่ชาวบ้านเรียกกันเราใช้เรียกอาการเหล่านั้นเหมือนกันว่าอักเสบ เมื่อเราเอามือไปกด หรือ เอามือไปโดนตรงนั้นจะมีอาการเจ็บ แต่พอเราเรียกว่าตับอักเสบจะแตกต่างออกไปโดยตับที่ไปซ่อนอยู่ใต้ชายโครงนั้น

โดยตับจะไม่มีเส้นประสาท เพราะฉะนั้นถ้าตับไม่บวมจริงๆ หรือ เราเอาอะไรไปทิ้มโดนตับถึงจะเกิดอาการและรู้ว่าเจ็บ เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตับอักเสบมาน้อยหรืออย่างไรก็ไม่รู้แน่ชัดได้ โดยการอักเสบเราสามารถแบ่งออกไปได้อีกโดยแบ่งออกเป็นอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง ถึงแม้ว่าอักเสียบพลันหรือเราเรียกกันว่าค่าเอ็มไซน์ตับ หรือ ค่าการอักเสบอะไรต่างๆ บ้างทีค่าเหล่านั้นขึ้นเป็นพัน เป็นหมื่น แต่ตัวของเราเอกนั้นไม่รู้เลยว่าตับกำลังอักเสบอยู่ ต้องตรวจโดยเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้นถึงบอกได้

บางรายอาจจะดีหน่อยโดยการอักเสบเฉียบพลันจะแสดงอาการออกมาให้รู้ว่าตอนนี้ตับกำลังมีปัญหาและนะ โดยแสดงออกมาในรูปแบบการคลื่นใส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือ การเปลี่ยนแปลงของน้ำปัสวะจากปกติ เป็นสีเหลืองเข้ม นั้นเป็นอาการที่ตับของคุรกำลังส่งสัญญาณมาบอกว่า พาตับไปตรวจด้วยเถอะ

โดยอาการแบบนี้เราต้องหมั่นสังเกตเองว่า เรามีบ้างอย่างผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่า เช่นวันนี้ ลองส่องกระจกดูในตาของเรานั้น ดูที่ตาขาวของเราสีมันเปลี่ยนไปเป็นออกขาวๆเหลืองๆ หรือเปล่า ถ้ามีอาการแบบนี้ให้คุณรีบไปหาแพทย์โดยทันที่เพราะตับได้แสดงให้คุณเห็นแล้วว่าตอนนี้ตับทำงานไม่ไหวแล้วนะ

แต่สำหรับคนรักสุขภาพไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะในขณะนี้มีสมุนไพรของ LIVPRO ที่มาแรงและต้องบอกว่าได้รับความนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งขณะนี้