Category สุขภาพทั่วไป

โรคซึมเศร้ากับเรื่องที่ควรรู้

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด คนที่ญาติไม่เคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่มักผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความผิดปกติของระดับสารเคมีในสมอง ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เป็นเหตุผลที่อาจทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ อาจทำให้กลายเป็นคนไม่เคยมีความภูมิใจในตนเอง มองตนเองในแง่ลบและโลกที่เขาอยู่ช่างโหดร้ายตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น

อีกทั้งการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตนี้พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมาตลอด หรือความสัมพันธ์กับคนรัก หรือคนรอบข้างไม่ลงตัวไม่ราบรื่นไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

  • โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  • นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
  • กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น “โรคซึมเศร้า” หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ว่ามีอาการเช่นไรบ้าง  โดยแพทย์อาจจะเลือกวิธีการรักษาทางจิตใจ หรือการรักษาด้วยยาหลายชนิด หรือบางครั้งก็รักษาทั้งทางจิตใจและยาควบคู่กันไป โดยการตอบสนองของแต่ละคนที่มีต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน ในการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยให้รับประทานยาแต่ละชนิดจะช่วยทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

วิธีการรักษาแบบทางจิตใจมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน คือ เน้นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยตัวผู้ป่วยเองเกิดความเข้าใจในตนเอง สาเหตุของปัญหาที่เกิดมากขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการปรับความเข้าใจเปลี่ยนมุมมองทัศนคติใหม่กับแพทย์ผู้รักษา การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

***ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า อาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ถ้าไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

  • ปากแห้งคอแห้ง – ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  • ท้องผูก – กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
  • ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ – อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
  • ปัญหาทางเพศ – อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
  • ตาพร่ามัว – อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  • เวียนศีรษะ – ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
  • ง่วงนอน – อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

  1. ปวดศีรษะ – อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
  2. คลื่นไส้ – มักเป็นเพียงชั่วคราว
  3. นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย – พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

 

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

  1. อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  2. อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
  3. พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
  4. อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
  5. ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
  6. อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
  7. อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
  8. พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

พฤติกรรมเสี่ยง เสพติดยาดม

ยาดมคือยาน้ำที่ใช้สำหรับสูดดม เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก เวียนหัว เป็นลม หรือทารักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ยาน้ำแอมโมเนีย และยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร เป็นต้น

โดยเมนทอลนั้นมีกลิ่นหอม และเมื่อสัมผัสกับผิวหนังก็จะทำให้รู้สึกเย็น ส่วนการบูรก็มีกลิ่นที่หอมเย็น ซึ่งแต่เดิมจะสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์แล้ว เนื่องจากทำได้ง่าย และมีราคาถูกกว่าถ้าสกัดจากพืช นอกจากนี้การบูรยังให้ความรู้สึกเย็น เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล

พฤติกรรมเสพติดยาดมเกิดจากอะไร และอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน
“การเสพติดยาดม” โดยชอบสูดดมยาดมอยู่เป็นประจำ แม้ไม่ได้มีอาการคัดจมูก เวียนหัว หรือจะเป็นลมนั้น มีสาเหตุมาจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิตบางชนิด อย่างเมนทอลและการบูร ที่มีผลต่อระบบประสาทซึ่งอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่พฤติกรรมการเสพติดยาดม จะเป็นในรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย มากกว่าเป็นอาการทางจิต

อย่างไรก็ดีการสูดดมสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้เยื่อบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นเกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้หากสูดดมเมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในยาดมโดยมีความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำให้เกิดปอดอักเสบอีกด้วย

ซึ่งการใช้ยาดมที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรใช้ยาดมในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และสามารถสูดดมใกล้ๆ ได้ แต่ไม่ควรสัมผัสกับจมูกโดยตรง หรือไม่ควรเอาหลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัส ควรเก็บยาดมไว้ในอุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากมือเด็กและแสงแดด

รวมถึงหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาดมด้วย เหนืออื่นใดยังควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้นั่นเอง สุดท้ายหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ เพราะยาดมใช้รักษาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ปวดหลังเรื้อรัง รู้ทันกระดูกสันหลังเสื่อม

  • นอกจากลักษณะและโครงสร้างกระดูกที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหากับ

กระดูกสันหลังจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้หลายวิธี เช่น กินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ป่วยอาการรุนแรงจนถึงขั้นกระดูกสันหลังเสื่อมและกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด แพทย์อาจเสนอ

วิธีการแก้ไขโดยการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วยสกรูไททาเนียม ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเป็นสำคัญ

เพื่อวางแนวสกรูไว้ในตำแหน่งองศาที่ถูกต้องและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังผ่าตัด เช่น

ปวดร้าวตามเส้นประสาทตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงเป็นอัมพาตถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ยอมอดทน

ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากไม่มั่นใจในผลของการผ่าตัด

  • ทว่าความกังวลและความทรมานเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทุกวันนี้มีการใช้ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โอ-อาร์ม (O-ARM)

ซึ่งจะเก็บข้อมูลเอกซเรย์สามมิติ คือทั้งแนวตั้ง แนวนอน และภาพตัดขวาง ร่วมกับเครื่องมือนำวิถีโดยคอมพิวเตอร์ (Navigation System)

ชื่อ สเต็ลท์ (Stealth) ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากโอ-อาร์ม มาช่วยศัลยแพทย์ประเมินระยะที่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ต้องรับการผ่าตัดได้ในระดับมิลลิเมตร

จึงช่วยให้ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับเทคนิค การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)

ที่ทำให้เกิดแผลเล็กลง ยังช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้นด้วย

  • “เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีใช้กันทั่วไป แต่ติดที่ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไม่สะดวกจึงต้องตั้งอยู่กับที่ ในขณะที่ห้องผ่าตัดต้องการเครื่องเอกซเรย์

แบบที่เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สะดวกต่อการผ่าตัดหลายๆ แบบ จึงมักใช้ประเภท C-ARM ซึ่งเป็นการเอกซเรย์สองมิติแบบ Fluoroscopy ให้ข้อมูลเป็น

ภาพสองมิติ หมอจึงต้องมีทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด และอาจจะต้องเปิดแผลใหญ่ร่วมด้วย แต่ด้วยกายวิภาคที่แตกต่างกันของคนไข้

จึงอาจทำให้ตำแหน่งการฝังสกรูบางตัวพลาดไปบ้าง แม้แต่แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ด้วยเครื่องมือแบบเก่า”

  • นายแพทย์คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงที่มาของอาการไม่พึงประสงค์

หลังผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังไว้ในตำแหน่งเหมาะสมด้วยสกรูไททาเนียมด้วยเครื่องมือช่วยแบบเดิมๆ

  • “เครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์ม ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ มีขนาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงสามารถนำมาใช้สแกนข้อมูลขณะที่

คนไข้นอนบนเตียงพร้อมรับการผ่าตัดได้เลย โอ-อาร์มให้ข้อมูลสามมิติแสดงภาพตัดขวางด้วย หมอจึงทราบว่าขณะที่คนไข้นอนอยู่ในท่านั้น

กระดูกข้อไหนมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในท่าไหน เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลนี้ลงในเครื่องมือนำวิถีแล้ว หมอก็จะได้พิกัด ณ จุดที่ต้องการผ่าตัดมาช่วย

เสริมประสบการณ์กับความชำนาญในการผ่าตัด นอกจากนี้ โอ-อาร์มยังช่วยเช็กด้วยว่าสกรูอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เข้าใกล้จนเกินไป

หรือมีแนวโน้มจะไปเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้”

  • ข้อมูลสามมิติและพิกัดชัดเจนจากเครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์มและสเต็ลท์ ช่วยให้แพทย์แก้ไขปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนคลอนได้ง่าย แม่นยำ

และปลอดภัยขึ้น ช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บมากเกินจำเป็นจากการเปิดแผลกว้าง เมื่อแผลมีขนาดเล็กจึงไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่าห้อง

การทำงานของโอ-อาร์มยังช่วยลดรังสีเอ็กซ์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ แพทย์ และทีมงานในห้องผ่าตัด ต่างจากการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบซี-อาร์ม

ซึ่งต้องเอกซเรย์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังใส่สกรู ทั้งยังต้องใช้ตรวจผลอีกครั้งหลังการผ่าตัด

  • ผลพลอยได้สำคัญอีกประการจากการทำงานร่วมกันของโอ-อาร์มและสเต็ลท์ คือ “ความมั่นใจ” สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัด คนไข้

รวมทั้งญาติมิตร ซึ่งสามารถตัดความวิตกกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังและยึดด้วยสกรูไททาเนียมไปได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็น

ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด หรือไม่มั่นคงอีกต่อไป

พบกับ LIVPRO สมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับในขณะนี้

โรคที่จะทำให้ตับเสียหายจนถึงขั้นตับไม่ทำงานเราเรียกโรคก่อนจะถึงตรงนั้นว่าตับอักเสบ

โดยคำว่าอักเสบโดยทั่วไปเราก็จะใช้เรียกอาการเช่น โดนมีดบาด หรือ การเกิดฝีบวดๆแดงๆ ขึ้นในร่างกาย โดยภาษาทางการแพทย์หรือ ภาษาโดยทั่วไปที่ชาวบ้านเรียกกันเราใช้เรียกอาการเหล่านั้นเหมือนกันว่าอักเสบ เมื่อเราเอามือไปกด หรือ เอามือไปโดนตรงนั้นจะมีอาการเจ็บ แต่พอเราเรียกว่าตับอักเสบจะแตกต่างออกไปโดยตับที่ไปซ่อนอยู่ใต้ชายโครงนั้น

โดยตับจะไม่มีเส้นประสาท เพราะฉะนั้นถ้าตับไม่บวมจริงๆ หรือ เราเอาอะไรไปทิ้มโดนตับถึงจะเกิดอาการและรู้ว่าเจ็บ เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตับอักเสบมาน้อยหรืออย่างไรก็ไม่รู้แน่ชัดได้ โดยการอักเสบเราสามารถแบ่งออกไปได้อีกโดยแบ่งออกเป็นอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง ถึงแม้ว่าอักเสียบพลันหรือเราเรียกกันว่าค่าเอ็มไซน์ตับ หรือ ค่าการอักเสบอะไรต่างๆ บ้างทีค่าเหล่านั้นขึ้นเป็นพัน เป็นหมื่น แต่ตัวของเราเอกนั้นไม่รู้เลยว่าตับกำลังอักเสบอยู่ ต้องตรวจโดยเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้นถึงบอกได้

บางรายอาจจะดีหน่อยโดยการอักเสบเฉียบพลันจะแสดงอาการออกมาให้รู้ว่าตอนนี้ตับกำลังมีปัญหาและนะ โดยแสดงออกมาในรูปแบบการคลื่นใส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือ การเปลี่ยนแปลงของน้ำปัสวะจากปกติ เป็นสีเหลืองเข้ม นั้นเป็นอาการที่ตับของคุรกำลังส่งสัญญาณมาบอกว่า พาตับไปตรวจด้วยเถอะ

โดยอาการแบบนี้เราต้องหมั่นสังเกตเองว่า เรามีบ้างอย่างผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่า เช่นวันนี้ ลองส่องกระจกดูในตาของเรานั้น ดูที่ตาขาวของเราสีมันเปลี่ยนไปเป็นออกขาวๆเหลืองๆ หรือเปล่า ถ้ามีอาการแบบนี้ให้คุณรีบไปหาแพทย์โดยทันที่เพราะตับได้แสดงให้คุณเห็นแล้วว่าตอนนี้ตับทำงานไม่ไหวแล้วนะ

แต่สำหรับคนรักสุขภาพไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะในขณะนี้มีสมุนไพรของ LIVPRO ที่มาแรงและต้องบอกว่าได้รับความนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งขณะนี้