Category สุขภาพ

เหรียญสองด้าน ของการกินเผ็ด 

          คนไทยส่วนใหญ่นิยมทานอาการรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ด แทบจะทุกภาคของประเทศไทย อาหารขึ้นชื่อของแต่ละภาคก็จะมีความจัดจ้านของรสเผ็ดรวมอยู่ด้วย การทานเผ็ดอาจก่อให้เกิดโทษหลายอย่างแต่ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอการทานอาหารเผ็ดก็เช่นกัน มันมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าการทานเผ็ดนอกจากที่ทำให้เราทานอาหารอร่อยแล้วจะมีประโยชน์ยังไง วันนี้จะมาชี้ให้เห็นทั้งสองด้านของการทานเผ็ดให้ทราบกัน

          มาดูที่ประโยชน์จากการทานอาหารเผ็ดกันว่าจะมีดีอะไรบ้าง 

  1. การทานเผ็ดจะช่วยเรื่องของการทำให้ร่างกายเผาพลาญ สังเกตได้จากคนที่กินเผ็ดเหงื่อจะไหลเยอะ นั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังขับความร้อนของพริกออกมา 
  2. การทานพริกจะช่วยให้เรื่องระบบหายใจไม่ติดขัด  เพราะจะมีสารชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเรื่องของการลดน้ำมูก ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยอดีต คนสูอายุจะแนะนำให้เราทานเผ็ดมากๆ ในช่วงที่เราเป็นหวัดเพราะจะช่วยให้จมูกโล่ง
  3. รู้หรือไม่ว่าพริกก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
  4. พริก ช่วยลดอาการปวดฟันได้
  5. การกินพริกช่วยให้เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและลดการอุดตันของเส้นเลือดได้ 
  6. ที่สำคัญการกินพริกจะช่วยให้เราสดชื่น 

แต่ใช่ว่าการเผ็ดจะช่วยให้เกิดผลดีกับร่างกายเราอย่างเดียว เมื่อมีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษเช่นกัน เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ เรามาดูข้อเสียจาการทานเผ็ดกันบ้าง

  1. อันดับแรกเลยคือโรคอ้วน เพราะการกินอาหารรสเผ็ดจะช่วยให้เรากินอาหารได้เยอะขึ้นเพราะรสชาติที่อร่อย ดังนั้นเมื่อกินมากก็อ้วนมาก เป็นข้อเสียของการกินเผ็ดที่แทบจะทำให้เลิกกินเผ็ดกันเลยทีเดียว
  2. เมื่อกินเผ็ดเรื่องของการปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้แต่การเป็นโรคกระเพาะก็จะตามมาทันที โดยเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆว่าเมื่อเรากินเผ็ดมากๆ เราจะแสบท้อง บางครั้งท้องเสียจนหมดแรงเลยก็มี
  3. อย่างที่บอกในข้อดีของพริกว่าช่วยระบบหมุนเวียนของเลือด ดังนั้นมันจะไปส่งผลต่อหัวใจให้ทำงานหนัก อาจทำให้เลี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่ายๆ 
  4. และที่พบบ่อยที่สุดคือ หากเราไม่ระวัง ถ้ามือไปถูกพริกจะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง จะแสบผิวตรงที่โดนพริกได้หรือบางทีหากจับพริกแล้วไม่ได้ล้างมือแล้วนำมือไปขยี้ตา ก็ทำให้แสบตาได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าพริกมีทั้งคุณและโทษ การกินพริกไม่ได้มีผลดีด้านเดียวหรือผลร้ายด้านเดียว ดังนั้นคุณควรตัดสินใจว่าจะเลือกทานหรือไม่ทาน แต่ถ้าหากเลือกที่จะทานพริก แนะนำให้ลดปริมาณความเผ็ดลง ก็จะช่วยลดผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกันนะคะ 

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

ผลไม้กินมากก็อ้วนได้เหมือนกัน

คงเคยได้ยินที่ใครหลายๆก็ต่างมักจะพูดว่า “กินผลไม้ดีกว่าขนม” “กินผลไม้แล้วไม่อ้วน” เวลาที่เราลดหุ่น ลดน้ำหนัก หลายคนจึงเลือกการทานผลไม้เป็นของว่างแทนขนม หรือทานทุกหลังมื้ออาหาร

แต่รู้หรือไม่ถึงแม้ว่าผลไม้จะวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่ถ้าหากทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน เพราะในผลไม้ทุกชนิดก็มีความหวานจากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เราจึงควรเรียนรู้ว่าน้ำตาลแต่ละชนิดที่อยู่ในผลไม้มีอะไรบ้าง ทำหน้าที่และมีโยชน์ต่อร่างกายอย่างไหร่

1.น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ทั่วไปและอาหารจำพวกแป้ง เป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวความหวานสัมพันธ์ 70-80 ความหวานจัดอยู่ในระดับปานกลาง น้ำตาลกลูโคสคือ น้ำตาลในเลือด ที่ร่างกายสามารถทำการย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพราะเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย และพลังงานที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2.น้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้ที่มีรสหวานและในน้ำผึ้ง ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือในรูปแบบโมเลกุลคู่กับน้ำตาลกลูโคสของน้ำตาลทราย น้ำตาลชนิดนี้มีความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกายได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ทำให้ผลไม้ที่ส่วนประกอบของน้ำตาลฟรุกโตสมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

3.น้ำตาลซูโครส น้ำตาลชนิดนี้จะอยู่ในผลไม้สุกเกือบทุกประเภท และอยู่ในน้ำทรายขาว น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย เป็นต้น มีการค้นพบว่าเมื่อรับประทานผลไม้หรืออาหารที่ส่วนประกอบของน้ำตาลซูโครสจะทำการแตกตัวออกหรือถูกย่อย จะให้เกิดการแตกตัวของน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสอย่างละ 1 โมเลกุล

การรับประทานผลไม้นั้นมีประโยชน์ก็จริงเพราะร่างกายจะได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติ แต่ถ้าหากว่ารับประทานผลไม้มากเกินไป ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญออกได้หมด เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันสะสมที่จะทำให้อ้วนได้ ไม่ได้ต่างจากอาหารประเภทอื่นๆ แต่อย่าไม่กลัวจนถึงขั้นงดรับประทาน เพราะในผลไม้นั้นมีประโยชน์ มีใยอาหารสูง ไขมันต่ำ และมีการทำวิจัยออกมาว่าการทานผลไม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอื่นๆ แต่สิ่งที่เราควรคำนึกในการรับประทานผลไม้และอาหารทุกชนิด

ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เยอะจนเกินไป ผลไม้จะทานให้มีปะสิทธิภาพมากที่สุดควรที่จะทานเป็นผลไม้สด หลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูป ผลไม้อบแห้ง ผลไม้ดอง เพราะในผลไม้พวกนี้ได้สูญเสียสารอาหารบางชนิดไปและมีโซเดียมเพิ่มมากขึ้น

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ตัดผมสั้นอย่างไรให้สวยเป๊ะ2

การตัดผมสั้นให้สวยเป๊ะได้นั้นก็คือจะต้องคำนึงในเรื่องของโครงหน้าของเรานั่นเอง เพราะเมื่อเรารู้ว่าเรานั้นมีโครงหน้าแบบไหนก็จะสามารถทำให้เรานั้นตัดผมสั้นได้อย่างสวยเป๊ะนั่นเอง ซึ่งโครงหน้าที่นิยมตัดผมสั้นนั้นก็คงจะเป็นคนที่มีโครงหน้าเหลี่ยมนั่นเอง

เพราะในการตัดผมสั้นเป็นการช่วยปกปิดความเหลี่ยมของใบหน้าด้วย ทำให้สาวๆที่มีปัญหาในเรื่องโครงหน้าเหลี่ยมนั้นก็มักจะตัดผมสั้นเพื่ออำพรางหน้าเหลี่ยมนั่นเอง ถึงแม้จะตัดผมสั้นแล้ว แต่ถ้าหากเลือกทรงผมที่ไม่เหมาะกับใบหน้าที่เหลี่ยมนั้น ก็อาจจะยิ่งไปเพิ่มความเหลี่ยมของหน้าก็ได้

ทรงผมสั้นสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่ควรหลีกเลี่ยงนั้นก็คือผมสั้นที่สั้นจนเกินไปเพราะการตัดผมสั้นที่สั้นเกินไปนั้นจะทำให้เห็นโครงหน้าในส่วนที่เหลี่ยมนั่นเอง ดังนั้นการควรหลีกเลี่ยงการซอยสั้นหรือการตัดผมสั้นเกินติ่งหูอย่างมากนั่นเอง แต่อาจจะแก้ไขถ้าหากมีการตัดหรือซอยผมที่สั้นเกินกว่าติ่งหูนั้น ก็อาจจะแก้ด้วยการตัดผมหน้าม้าแบบซีทรูหรือการตัดหน้าม้าแบบบางๆนั่นเอง เพราะจะช่วยทำให้โครงหน้าที่ดูเหลี่ยมนั้นมีมิติและดูเรียวขึ้นได้นั่นเอง และไม่ควรตัดหน้าม้าแบบหนาๆ เพราะอาจจะดูเหมือนเป็นการเอาอะไรมาเปะบนหน้าผากแล้วทำให้มันดูเหลี่ยมไปหมด

ทั้งผมหน้าม้าและหน้าด้วยนั่นเอง และสำหรับทรงผมสั้นที่เหมาะกับสาวๆหน้าดูเหลี่ยมนั้นก็คือการตัดผมสั้นในระดับที่เลยหูหรือพอดีคางนั่นเอง เพราะการตัดผมในลักษณะนี้นั้นจะช่วยไปอำพรางหน้าบริเวณที่เหลี่ยมนั่นเอง และนอกจากจะสามารถปิดโครงหน้าที่เหลี่ยมได้แล้วนั้นการตัดผมสั้นในระดับนี้ยังช่วยทำให้หน้าดูเรียวยาวขึ้นได้อีกด้วยและอย่างที่บอกว่าสำหรับสาวหน้าเหลี่ยมที่อยากสวยเป๊ะนั้นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการตัดหน้าม้านั่นเอง ถึงแม้จะมีการตัดผมที่พอดีบริเวณกรอบหน้าเพื่ออำพรางหน้าแล้วแต่การตัดหน้าม้านั้นจะทำให้หน้าของเราดูสั้นนั่นเอง

ดังนั้นแล้วสาวหน้าเหลี่ยมไม่ควรตัดหน้าม้าอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากอยากได้ลุคคาวาอี้ก็อาจจะมีการตัดหน้าม้าแบบซีทรูเช่นกันเพราะจะช่วยทำให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้นได้นั่นเอง และการตัดผมสั้นนั้นก็จะต้องมีการจัดทรงอยู่เสมอ เพื่อความสวยเป๊ะอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

การตัดผมให้เข้ากับโครงหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงมาก เพราะนอกจากจะช่วยเสริมความสวยงามให้ใบหน้าแล้วนั้นยังสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราอีกด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ทำยังไงดีลูกน้อยไม่ยอมแปรงฟัน

เป็นปัญหาที่หนักใจและน่าปวดหัวกันมาตลอดของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สำหรับเรื่องการแปรงฟันของลูกน้อย เพราะถึงเวลาแปรงฟันทีไรลูกน้อยของคุณกลับร้องไห้โยเยและแสดงท่าทีต่อต้านขึ้นมาทันที ถ้าคุณใจอ่อนไม่ยอมให้ลูกของคุณแปรงฟันตามที่เค้าขอ อาจเกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงกับสุภาพช่องปากของลูกน้อยในอนาคตได้  

มีคุณพ่อคุณแม่บางบ้านใช้วิธีล็อคแขนล็อคขาบังคับให้ลูกน้อยอยู่นิ่งๆแล้วพยายามแปรงฟันให้เอง นั่นมันยิ่งทำให้ลูกของคุณรู้สึกหวาดกลัวกันไปใหญ่ดังนั้นคุณควรหาวิธีจูงใจให้ลูกน้อยของคุณมองว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานและเพลิดเพลินกันดีกว่าค่ะ

1.ปรับเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น   คุณพ่อคุณแม่เกือบทุกบ้านจะสอนให้ลูกแปรงฟันก่อนเข้านอน แต่คุณทราบไหมว่ายิ่งดึกเด็กก็จะยิ่งง่วงนอน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปรับเปลี่ยนเวลาแปรงฟันให้เร็วขึ้น คือหลังรับประทานทานอาหารเย็นเสร็จก็ให้ชวนลูกของคุณแปรงฟันเลยทันทีและคุณต้องคอยพูดกำชับเพื่อไม่ให้ลูกของคุณกินขนมจนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน เมื่อแปรงฟันเร็ว ลูกคุณไม่ง่วงนอน ลูกคุณก็จะไม่งอแง

2.แปรงฟันพร้อมกันทั้งครอบครัว  เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมชอบลอกเลียนแบบ ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องแสดงความกระตือรือร้นทำให้ลูกมีความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งในการแปรงฟัน ไม่ใช้แค่ยืนออกคำสั่งจากเดียว ให้คุณเปลี่ยนแปลงการแปรงฟันที่น่าเบื่อของลูกมาชั่วโมงกิจกรรมสนุกๆที่ต้องทำไปพร้อมกันทั้งครอบครัว นอกจากลูกจะคิดว่าคุณเป็นตัวอย่างที่ดีของเค้าแล้ว คุณก็ยังจะได้สุขภาพช่องปากที่ดีเป็นของแถมตามไปด้วย

3.ใช้เพลงมาเป็นส่วนประกอบ ในขณะที่คุณพาลูกแปรงฟัน ให้คุณใช้เสียงเพลงมาเป็นตัวประกอบเข้าช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจให้เค้าอยากแปรงฟันมากขึ้น เลือกเพลงที่มีจังหวะสนุกๆที่ลูกคุณชอบ เปิดเพลงแล้วคุณควรเต้นตามจังหวะไปพร้อมกันกับลูก หาเพลงที่ยาวประมาณ 2-3 นาที เปลี่ยนเพลงใหม่ๆอยู่เรื่อย ลูกน้อยของคุณจะได้ไม่เบื่อง่าย

4.ชื่นชมทุกครั้งหลังแปรงฟัน   ทุกครั้งหลังแปรงฟันเสร็จให้คุณกล่าวชมเชยว่าเค้าเป็นคนเก่งและน่ารักเสมอ เพราะเด็กน้อยจะสัมผัสถึงความภาคภูมิใจในตัวเองที่เค้าสามารถทำให้พ่อแม่มีความสุขได้ เท่านั้นไม่พอคุณต้องให้รางวัลเค้าด้วยการสวมกอดและหอมที่แก้มเค้าไปด้วย มันจะยิ่งช่วยตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อลูกของคุณ

เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกๆคนนะคะ ขอให้คุณผ่านอุปสรรคเรื่องนี้ไปให้ได้ เพราะในการเลี้ยงลูกให้เติบโตและแข็งแรงนั้น คุณยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเจอะเจอ

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ชุดตรวจ hiv

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

8 กลเม็ดทำได้ง่ายๆ ไกลห่างไตวาย โรคเบาหวาน ความดันสูง

หลายๆ โรคที่คนเจ็บจำเป็นต้องพบเจอ ไม่ใช่โรคที่หามูลเหตุได้ยากอย่างโรคมะเร็ง แต่เป็นโรคที่พวกเรารู้ปัจจัยอย่างแจ่มแจ้งอย่างโรคไต เบาหวาน แล้วก็ความดันเลือดสูง ฉะนั้นการหาวธีปกป้องโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่ว่าจะต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัด มีวินัยกับตนเอง เทคนิคนี้ก็เลยจะเห็นผลอย่างน่าพึงพอใจ

วันนี้เราขอนำเทคนิคดีๆ จากที่ได้ปรับปรุงระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาฝากทุกคนกัน ไปดูกันเลย

1. ลดการบริโภคของกินเค็ม โดยหลบหลีกการเติมเครื่องปรุง อย่าง น้ำปลาพริก พริกเกลือ ฯลฯ ลด เลิก การใช้ผงชูรส ผงแต่งรสสำหรับการทำกับข้าว หลบหลีกการนำของกินดัดแปลง อาหารสำเร็จรูป ของกินดอง อบแห้ง หรือแช่อิ่ม เพราะเหตุว่ามีจำนวนเกลือสูง ลดความถี่สำหรับการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม ได้แก่ สุกี้ หมูกระทะ หรือลดจำนวนน้ำปรุงรสแล้วก็เครื่องปรุงรสให้ลดน้อยลง

2. เลิกดูดบุหรี่ งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์

3. หลบหลีกการซื้อยาพารา หรือยาชุดกินเอง

4. กินน้ำสะอาดอย่างพอเพียง วันละ 6-8 แก้ว

5. บริหารร่างกายพอเหมาะพอควร เป็นประจำ ขั้นต่ำอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

6. เลี่ยงของกินที่มีไขมัน หรือคอลเลสเตอคอลสูง ยกตัวอย่างเช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ครีม ฯลฯ

7. ตรวจร่างกายบ่อยๆทุกปี

8. สำหรับคนป่วยโรคเรื้อรัง ควรจะควบคุมความดันเลือด ให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130 มิลลิกรัม/ดล. (HbA1C < 7%) ระดับไขมันในเลือดให้ระดับ LDL น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/ดล. หรือระดับคอลเลสเตอคอลน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/ดล.

ถึงจะมีจำนวนมากถึง 8 ข้อ แต่เมื่ออ่านจบและก็ทราบเลยว่าเป็นเทคนิคที่ง่ายแสนสามารถทำตามกันได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ คนไทยจะเป็นสุขได้ จะต้องเริ่มจากสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ฉะนั้นพวกเรามาเริ่มรักตนเองให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า จริงๆ แล้ว เบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เข้าไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้ เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะอย่าง ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำกลูโคสในเลือดไปใช้ได้ กลูโคสในเลือดจึงสะสมมากขึ้น ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้น แต่ก็ไม่มากที่จะจัดการกับกลูโคสในช่วงที่สูงสุดได้ หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเบาหวานชนิดที่ 2 กันมาบ้างเพราะพบมากในกว่าชนิดที่ 1 ดังนั้นในวันนี้ เราจะมาพูดถึง โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อย่างที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากอะไรกันแน่ แต่มีการศึกษาในวารสาร The Lancet เสนอว่า ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกระดูกและต่อมไทมัส (ซึ่งเป็นอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกัน) และใน Beta cell ของตับอ่อน ซึ่งทำให้สูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลิน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นไปได้ประกอบด้วย
• พันธุกรรม โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากญาติของคุณ หรือพ่อและแม่ของคุณ เป็นโรคนี้ ก็ขอให้เตรียมใจไว้หน่อย เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคนี้มากๆ
• ประวัติครอบครัว อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากญาติเป็น เราก็มีสิทธิ์เป็น
• ภาวะขาดวิตามินดี
• เริ่มดื่มนมวัวเร็วเกินไป
• โรคทางระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคที่ต่อมไทรอยด์ Addison’s disease โรคเซลิแอค และ Autoimmune gastritis
• มีการติดเชื้อไวรัสในช่วงวัยเด็ก
• การเริ่มอาหารประเภทซีเรียลและกลูเตนเร็ว ก่อน 4 เดือน หรือช้าหลัง 7 เดือนเกินไป
• ขณะคลอด มารดามีอายุมาก หรือมีภาวะครรภ์เป็นพิษ

โรคซึมเศร้ากับเรื่องที่ควรรู้

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด คนที่ญาติไม่เคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่มักผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความผิดปกติของระดับสารเคมีในสมอง ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เป็นเหตุผลที่อาจทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ อาจทำให้กลายเป็นคนไม่เคยมีความภูมิใจในตนเอง มองตนเองในแง่ลบและโลกที่เขาอยู่ช่างโหดร้ายตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น

อีกทั้งการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตนี้พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมาตลอด หรือความสัมพันธ์กับคนรัก หรือคนรอบข้างไม่ลงตัวไม่ราบรื่นไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

  • โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  • นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
  • กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น “โรคซึมเศร้า” หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ว่ามีอาการเช่นไรบ้าง  โดยแพทย์อาจจะเลือกวิธีการรักษาทางจิตใจ หรือการรักษาด้วยยาหลายชนิด หรือบางครั้งก็รักษาทั้งทางจิตใจและยาควบคู่กันไป โดยการตอบสนองของแต่ละคนที่มีต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน ในการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยให้รับประทานยาแต่ละชนิดจะช่วยทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

วิธีการรักษาแบบทางจิตใจมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน คือ เน้นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยตัวผู้ป่วยเองเกิดความเข้าใจในตนเอง สาเหตุของปัญหาที่เกิดมากขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการปรับความเข้าใจเปลี่ยนมุมมองทัศนคติใหม่กับแพทย์ผู้รักษา การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

***ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า อาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ถ้าไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

  • ปากแห้งคอแห้ง – ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  • ท้องผูก – กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
  • ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ – อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
  • ปัญหาทางเพศ – อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
  • ตาพร่ามัว – อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  • เวียนศีรษะ – ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
  • ง่วงนอน – อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

  1. ปวดศีรษะ – อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
  2. คลื่นไส้ – มักเป็นเพียงชั่วคราว
  3. นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย – พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

 

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

  1. อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  2. อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
  3. พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
  4. อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
  5. ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
  6. อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
  7. อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
  8. พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

พฤติกรรมเสี่ยง เสพติดยาดม

ยาดมคือยาน้ำที่ใช้สำหรับสูดดม เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก เวียนหัว เป็นลม หรือทารักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ยาน้ำแอมโมเนีย และยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร เป็นต้น

โดยเมนทอลนั้นมีกลิ่นหอม และเมื่อสัมผัสกับผิวหนังก็จะทำให้รู้สึกเย็น ส่วนการบูรก็มีกลิ่นที่หอมเย็น ซึ่งแต่เดิมจะสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์แล้ว เนื่องจากทำได้ง่าย และมีราคาถูกกว่าถ้าสกัดจากพืช นอกจากนี้การบูรยังให้ความรู้สึกเย็น เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล

พฤติกรรมเสพติดยาดมเกิดจากอะไร และอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน
“การเสพติดยาดม” โดยชอบสูดดมยาดมอยู่เป็นประจำ แม้ไม่ได้มีอาการคัดจมูก เวียนหัว หรือจะเป็นลมนั้น มีสาเหตุมาจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิตบางชนิด อย่างเมนทอลและการบูร ที่มีผลต่อระบบประสาทซึ่งอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่พฤติกรรมการเสพติดยาดม จะเป็นในรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย มากกว่าเป็นอาการทางจิต

อย่างไรก็ดีการสูดดมสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้เยื่อบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นเกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้หากสูดดมเมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในยาดมโดยมีความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำให้เกิดปอดอักเสบอีกด้วย

ซึ่งการใช้ยาดมที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรใช้ยาดมในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และสามารถสูดดมใกล้ๆ ได้ แต่ไม่ควรสัมผัสกับจมูกโดยตรง หรือไม่ควรเอาหลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัส ควรเก็บยาดมไว้ในอุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากมือเด็กและแสงแดด

รวมถึงหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาดมด้วย เหนืออื่นใดยังควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้นั่นเอง สุดท้ายหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ เพราะยาดมใช้รักษาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ปวดหลังเรื้อรัง รู้ทันกระดูกสันหลังเสื่อม

  • นอกจากลักษณะและโครงสร้างกระดูกที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหากับ

กระดูกสันหลังจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้หลายวิธี เช่น กินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ป่วยอาการรุนแรงจนถึงขั้นกระดูกสันหลังเสื่อมและกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด แพทย์อาจเสนอ

วิธีการแก้ไขโดยการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วยสกรูไททาเนียม ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเป็นสำคัญ

เพื่อวางแนวสกรูไว้ในตำแหน่งองศาที่ถูกต้องและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังผ่าตัด เช่น

ปวดร้าวตามเส้นประสาทตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงเป็นอัมพาตถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ยอมอดทน

ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากไม่มั่นใจในผลของการผ่าตัด

  • ทว่าความกังวลและความทรมานเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทุกวันนี้มีการใช้ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โอ-อาร์ม (O-ARM)

ซึ่งจะเก็บข้อมูลเอกซเรย์สามมิติ คือทั้งแนวตั้ง แนวนอน และภาพตัดขวาง ร่วมกับเครื่องมือนำวิถีโดยคอมพิวเตอร์ (Navigation System)

ชื่อ สเต็ลท์ (Stealth) ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากโอ-อาร์ม มาช่วยศัลยแพทย์ประเมินระยะที่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ต้องรับการผ่าตัดได้ในระดับมิลลิเมตร

จึงช่วยให้ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับเทคนิค การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)

ที่ทำให้เกิดแผลเล็กลง ยังช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้นด้วย

  • “เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีใช้กันทั่วไป แต่ติดที่ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไม่สะดวกจึงต้องตั้งอยู่กับที่ ในขณะที่ห้องผ่าตัดต้องการเครื่องเอกซเรย์

แบบที่เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สะดวกต่อการผ่าตัดหลายๆ แบบ จึงมักใช้ประเภท C-ARM ซึ่งเป็นการเอกซเรย์สองมิติแบบ Fluoroscopy ให้ข้อมูลเป็น

ภาพสองมิติ หมอจึงต้องมีทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด และอาจจะต้องเปิดแผลใหญ่ร่วมด้วย แต่ด้วยกายวิภาคที่แตกต่างกันของคนไข้

จึงอาจทำให้ตำแหน่งการฝังสกรูบางตัวพลาดไปบ้าง แม้แต่แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ด้วยเครื่องมือแบบเก่า”

  • นายแพทย์คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงที่มาของอาการไม่พึงประสงค์

หลังผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังไว้ในตำแหน่งเหมาะสมด้วยสกรูไททาเนียมด้วยเครื่องมือช่วยแบบเดิมๆ

  • “เครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์ม ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ มีขนาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงสามารถนำมาใช้สแกนข้อมูลขณะที่

คนไข้นอนบนเตียงพร้อมรับการผ่าตัดได้เลย โอ-อาร์มให้ข้อมูลสามมิติแสดงภาพตัดขวางด้วย หมอจึงทราบว่าขณะที่คนไข้นอนอยู่ในท่านั้น

กระดูกข้อไหนมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในท่าไหน เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลนี้ลงในเครื่องมือนำวิถีแล้ว หมอก็จะได้พิกัด ณ จุดที่ต้องการผ่าตัดมาช่วย

เสริมประสบการณ์กับความชำนาญในการผ่าตัด นอกจากนี้ โอ-อาร์มยังช่วยเช็กด้วยว่าสกรูอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เข้าใกล้จนเกินไป

หรือมีแนวโน้มจะไปเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้”

  • ข้อมูลสามมิติและพิกัดชัดเจนจากเครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์มและสเต็ลท์ ช่วยให้แพทย์แก้ไขปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนคลอนได้ง่าย แม่นยำ

และปลอดภัยขึ้น ช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บมากเกินจำเป็นจากการเปิดแผลกว้าง เมื่อแผลมีขนาดเล็กจึงไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่าห้อง

การทำงานของโอ-อาร์มยังช่วยลดรังสีเอ็กซ์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ แพทย์ และทีมงานในห้องผ่าตัด ต่างจากการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบซี-อาร์ม

ซึ่งต้องเอกซเรย์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังใส่สกรู ทั้งยังต้องใช้ตรวจผลอีกครั้งหลังการผ่าตัด

  • ผลพลอยได้สำคัญอีกประการจากการทำงานร่วมกันของโอ-อาร์มและสเต็ลท์ คือ “ความมั่นใจ” สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัด คนไข้

รวมทั้งญาติมิตร ซึ่งสามารถตัดความวิตกกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังและยึดด้วยสกรูไททาเนียมไปได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็น

ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด หรือไม่มั่นคงอีกต่อไป

ไม่ทานอาหารเช้าทำร้ายสุขภาพ

ร่างกายของคนเรา ถูกสร้างมาอย่างเป็นระบบ และดำรงอยู่ได้ด้วยอย่างเป็นระบบ การทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวัน ก็เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างเสริมให้สุขภาพร่างกายเป็นปกติอยู่ได้ ดังนั้น หากเราละเลยอาหารมื้อใดไป จึงอาจทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม และเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ซึ่งมีความสำคัญมาก

จากผลสำรวจของกรมอนามัย ในปี 2555 จำนวน 220 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มวัยทำงาน อายุระหว่าง 20–60 ปี ร้อยละ 59.55 กินอาหารเช้าเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 24.09 กินอาหารเช้าเกือบทุกวัน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า เพศชายกินอาหารเช้าทุกวันมากกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 64 ในขณะที่เพศหญิง กินอาหารเช้าร้อยละ 57.24

สำหรับอาหารเช้าที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเป็นประจำ อันดับ 1 คือ ข้าว ร้อยละ 50.45 รองลงมาคือดื่มชา กาแฟ แทนข้าว ร้อยละ 25 ตามมาด้วย ดื่มนมจืดพร่องมันเนย ร้อยละ 13.64 ส่วนคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า สาเหตุหลักเป็นเพราะการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ

ผลเสียของการไม่ทานอาหารเช้า

  • การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลให้การเริ่มต้นระบบเผาผลาญของร่างกายช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกหิวตลอดเวลา และกินอาหารในมื้อถัดไปมากยิ่งขึ้น กินจุบกินจิบ และมักเลือกเมนูอาหารที่ให้พลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การอดอาหารเช้ายังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือภาวะดื้อของอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35–50 และผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกายังพบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจอีกด้วย

สำหรับเด็กในวัยเรียน การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และเมื่อไม่ได้ทานอาหารเช้าทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหาร จะส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลม เพราะสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ยิ่งมีอาการในช่วงเวลาเรียน จะทำให้เด็กไม่มีสมาธิเรียน อาจเป็นโรคกระเพาะจนถึงขั้นต้องพักการเรียนได้

อาหารทุกมื้อ มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารเช้า ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งพลังงานเริ่มต้นในแต่ละวัน และเป็นการปรับสมดุลของระบบในร่างกาย ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะละเลยอาหารเช้าอย่างเด็ดขาดนะคะ