Category สุขภาพ

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า จริงๆ แล้ว เบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เข้าไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้ เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะอย่าง ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำกลูโคสในเลือดไปใช้ได้ กลูโคสในเลือดจึงสะสมมากขึ้น ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้น แต่ก็ไม่มากที่จะจัดการกับกลูโคสในช่วงที่สูงสุดได้ หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเบาหวานชนิดที่ 2 กันมาบ้างเพราะพบมากในกว่าชนิดที่ 1 ดังนั้นในวันนี้ เราจะมาพูดถึง โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อย่างที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากอะไรกันแน่ แต่มีการศึกษาในวารสาร The Lancet เสนอว่า ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกระดูกและต่อมไทมัส (ซึ่งเป็นอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกัน) และใน Beta cell ของตับอ่อน ซึ่งทำให้สูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลิน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นไปได้ประกอบด้วย
• พันธุกรรม โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ หากญาติของคุณ หรือพ่อและแม่ของคุณ เป็นโรคนี้ ก็ขอให้เตรียมใจไว้หน่อย เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคนี้มากๆ
• ประวัติครอบครัว อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากญาติเป็น เราก็มีสิทธิ์เป็น
• ภาวะขาดวิตามินดี
• เริ่มดื่มนมวัวเร็วเกินไป
• โรคทางระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคที่ต่อมไทรอยด์ Addison’s disease โรคเซลิแอค และ Autoimmune gastritis
• มีการติดเชื้อไวรัสในช่วงวัยเด็ก
• การเริ่มอาหารประเภทซีเรียลและกลูเตนเร็ว ก่อน 4 เดือน หรือช้าหลัง 7 เดือนเกินไป
• ขณะคลอด มารดามีอายุมาก หรือมีภาวะครรภ์เป็นพิษ

โรคซึมเศร้ากับเรื่องที่ควรรู้

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด คนที่ญาติไม่เคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่มักผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความผิดปกติของระดับสารเคมีในสมอง ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เป็นเหตุผลที่อาจทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ อาจทำให้กลายเป็นคนไม่เคยมีความภูมิใจในตนเอง มองตนเองในแง่ลบและโลกที่เขาอยู่ช่างโหดร้ายตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น

อีกทั้งการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตนี้พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมาตลอด หรือความสัมพันธ์กับคนรัก หรือคนรอบข้างไม่ลงตัวไม่ราบรื่นไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

  • โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  • นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
  • กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น “โรคซึมเศร้า” หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ว่ามีอาการเช่นไรบ้าง  โดยแพทย์อาจจะเลือกวิธีการรักษาทางจิตใจ หรือการรักษาด้วยยาหลายชนิด หรือบางครั้งก็รักษาทั้งทางจิตใจและยาควบคู่กันไป โดยการตอบสนองของแต่ละคนที่มีต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน ในการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยให้รับประทานยาแต่ละชนิดจะช่วยทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

วิธีการรักษาแบบทางจิตใจมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน คือ เน้นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยตัวผู้ป่วยเองเกิดความเข้าใจในตนเอง สาเหตุของปัญหาที่เกิดมากขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการปรับความเข้าใจเปลี่ยนมุมมองทัศนคติใหม่กับแพทย์ผู้รักษา การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

***ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า อาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ถ้าไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

  • ปากแห้งคอแห้ง – ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  • ท้องผูก – กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
  • ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ – อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
  • ปัญหาทางเพศ – อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
  • ตาพร่ามัว – อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  • เวียนศีรษะ – ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
  • ง่วงนอน – อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

  1. ปวดศีรษะ – อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
  2. คลื่นไส้ – มักเป็นเพียงชั่วคราว
  3. นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย – พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

 

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

  1. อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  2. อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
  3. พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
  4. อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
  5. ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
  6. อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น
  7. อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ “ลัดนิ้วมือเดียว” เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ
  8. พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

พฤติกรรมเสี่ยง เสพติดยาดม

ยาดมคือยาน้ำที่ใช้สำหรับสูดดม เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก เวียนหัว เป็นลม หรือทารักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ยาน้ำแอมโมเนีย และยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร เป็นต้น

โดยเมนทอลนั้นมีกลิ่นหอม และเมื่อสัมผัสกับผิวหนังก็จะทำให้รู้สึกเย็น ส่วนการบูรก็มีกลิ่นที่หอมเย็น ซึ่งแต่เดิมจะสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์แล้ว เนื่องจากทำได้ง่าย และมีราคาถูกกว่าถ้าสกัดจากพืช นอกจากนี้การบูรยังให้ความรู้สึกเย็น เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล

พฤติกรรมเสพติดยาดมเกิดจากอะไร และอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน
“การเสพติดยาดม” โดยชอบสูดดมยาดมอยู่เป็นประจำ แม้ไม่ได้มีอาการคัดจมูก เวียนหัว หรือจะเป็นลมนั้น มีสาเหตุมาจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิตบางชนิด อย่างเมนทอลและการบูร ที่มีผลต่อระบบประสาทซึ่งอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่พฤติกรรมการเสพติดยาดม จะเป็นในรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย มากกว่าเป็นอาการทางจิต

อย่างไรก็ดีการสูดดมสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้เยื่อบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นเกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้หากสูดดมเมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในยาดมโดยมีความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำให้เกิดปอดอักเสบอีกด้วย

ซึ่งการใช้ยาดมที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรใช้ยาดมในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และสามารถสูดดมใกล้ๆ ได้ แต่ไม่ควรสัมผัสกับจมูกโดยตรง หรือไม่ควรเอาหลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัส ควรเก็บยาดมไว้ในอุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากมือเด็กและแสงแดด

รวมถึงหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาดมด้วย เหนืออื่นใดยังควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้นั่นเอง สุดท้ายหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ เพราะยาดมใช้รักษาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ปวดหลังเรื้อรัง รู้ทันกระดูกสันหลังเสื่อม

  • นอกจากลักษณะและโครงสร้างกระดูกที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหากับ

กระดูกสันหลังจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้หลายวิธี เช่น กินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ป่วยอาการรุนแรงจนถึงขั้นกระดูกสันหลังเสื่อมและกดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด แพทย์อาจเสนอ

วิธีการแก้ไขโดยการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วยสกรูไททาเนียม ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเป็นสำคัญ

เพื่อวางแนวสกรูไว้ในตำแหน่งองศาที่ถูกต้องและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังผ่าตัด เช่น

ปวดร้าวตามเส้นประสาทตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงเป็นอัมพาตถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ยอมอดทน

ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากไม่มั่นใจในผลของการผ่าตัด

  • ทว่าความกังวลและความทรมานเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทุกวันนี้มีการใช้ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โอ-อาร์ม (O-ARM)

ซึ่งจะเก็บข้อมูลเอกซเรย์สามมิติ คือทั้งแนวตั้ง แนวนอน และภาพตัดขวาง ร่วมกับเครื่องมือนำวิถีโดยคอมพิวเตอร์ (Navigation System)

ชื่อ สเต็ลท์ (Stealth) ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากโอ-อาร์ม มาช่วยศัลยแพทย์ประเมินระยะที่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ต้องรับการผ่าตัดได้ในระดับมิลลิเมตร

จึงช่วยให้ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับเทคนิค การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)

ที่ทำให้เกิดแผลเล็กลง ยังช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้นด้วย

  • “เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีใช้กันทั่วไป แต่ติดที่ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไม่สะดวกจึงต้องตั้งอยู่กับที่ ในขณะที่ห้องผ่าตัดต้องการเครื่องเอกซเรย์

แบบที่เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สะดวกต่อการผ่าตัดหลายๆ แบบ จึงมักใช้ประเภท C-ARM ซึ่งเป็นการเอกซเรย์สองมิติแบบ Fluoroscopy ให้ข้อมูลเป็น

ภาพสองมิติ หมอจึงต้องมีทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด และอาจจะต้องเปิดแผลใหญ่ร่วมด้วย แต่ด้วยกายวิภาคที่แตกต่างกันของคนไข้

จึงอาจทำให้ตำแหน่งการฝังสกรูบางตัวพลาดไปบ้าง แม้แต่แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ด้วยเครื่องมือแบบเก่า”

  • นายแพทย์คณิต จำรูญธเนศกุล ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงที่มาของอาการไม่พึงประสงค์

หลังผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังไว้ในตำแหน่งเหมาะสมด้วยสกรูไททาเนียมด้วยเครื่องมือช่วยแบบเดิมๆ

  • “เครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์ม ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ มีขนาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงสามารถนำมาใช้สแกนข้อมูลขณะที่

คนไข้นอนบนเตียงพร้อมรับการผ่าตัดได้เลย โอ-อาร์มให้ข้อมูลสามมิติแสดงภาพตัดขวางด้วย หมอจึงทราบว่าขณะที่คนไข้นอนอยู่ในท่านั้น

กระดูกข้อไหนมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในท่าไหน เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลนี้ลงในเครื่องมือนำวิถีแล้ว หมอก็จะได้พิกัด ณ จุดที่ต้องการผ่าตัดมาช่วย

เสริมประสบการณ์กับความชำนาญในการผ่าตัด นอกจากนี้ โอ-อาร์มยังช่วยเช็กด้วยว่าสกรูอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เข้าใกล้จนเกินไป

หรือมีแนวโน้มจะไปเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้”

  • ข้อมูลสามมิติและพิกัดชัดเจนจากเครื่องเอกซเรย์โอ-อาร์มและสเต็ลท์ ช่วยให้แพทย์แก้ไขปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนคลอนได้ง่าย แม่นยำ

และปลอดภัยขึ้น ช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บมากเกินจำเป็นจากการเปิดแผลกว้าง เมื่อแผลมีขนาดเล็กจึงไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่าห้อง

การทำงานของโอ-อาร์มยังช่วยลดรังสีเอ็กซ์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ แพทย์ และทีมงานในห้องผ่าตัด ต่างจากการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบซี-อาร์ม

ซึ่งต้องเอกซเรย์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังใส่สกรู ทั้งยังต้องใช้ตรวจผลอีกครั้งหลังการผ่าตัด

  • ผลพลอยได้สำคัญอีกประการจากการทำงานร่วมกันของโอ-อาร์มและสเต็ลท์ คือ “ความมั่นใจ” สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัด คนไข้

รวมทั้งญาติมิตร ซึ่งสามารถตัดความวิตกกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังและยึดด้วยสกรูไททาเนียมไปได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็น

ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน คลอนคด หรือไม่มั่นคงอีกต่อไป

ไม่ทานอาหารเช้าทำร้ายสุขภาพ

ร่างกายของคนเรา ถูกสร้างมาอย่างเป็นระบบ และดำรงอยู่ได้ด้วยอย่างเป็นระบบ การทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวัน ก็เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างเสริมให้สุขภาพร่างกายเป็นปกติอยู่ได้ ดังนั้น หากเราละเลยอาหารมื้อใดไป จึงอาจทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม และเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ซึ่งมีความสำคัญมาก

จากผลสำรวจของกรมอนามัย ในปี 2555 จำนวน 220 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มวัยทำงาน อายุระหว่าง 20–60 ปี ร้อยละ 59.55 กินอาหารเช้าเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 24.09 กินอาหารเช้าเกือบทุกวัน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า เพศชายกินอาหารเช้าทุกวันมากกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 64 ในขณะที่เพศหญิง กินอาหารเช้าร้อยละ 57.24

สำหรับอาหารเช้าที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเป็นประจำ อันดับ 1 คือ ข้าว ร้อยละ 50.45 รองลงมาคือดื่มชา กาแฟ แทนข้าว ร้อยละ 25 ตามมาด้วย ดื่มนมจืดพร่องมันเนย ร้อยละ 13.64 ส่วนคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า สาเหตุหลักเป็นเพราะการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ

ผลเสียของการไม่ทานอาหารเช้า

  • การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลให้การเริ่มต้นระบบเผาผลาญของร่างกายช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกหิวตลอดเวลา และกินอาหารในมื้อถัดไปมากยิ่งขึ้น กินจุบกินจิบ และมักเลือกเมนูอาหารที่ให้พลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การอดอาหารเช้ายังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือภาวะดื้อของอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35–50 และผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกายังพบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจอีกด้วย

สำหรับเด็กในวัยเรียน การไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และเมื่อไม่ได้ทานอาหารเช้าทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหาร จะส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลม เพราะสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ยิ่งมีอาการในช่วงเวลาเรียน จะทำให้เด็กไม่มีสมาธิเรียน อาจเป็นโรคกระเพาะจนถึงขั้นต้องพักการเรียนได้

อาหารทุกมื้อ มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารเช้า ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งพลังงานเริ่มต้นในแต่ละวัน และเป็นการปรับสมดุลของระบบในร่างกาย ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะละเลยอาหารเช้าอย่างเด็ดขาดนะคะ

แค่เดินก็ออกกำลังกายได้

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่สูงอายุ ผู้ที่มีอาการปวดเข่าหรือเข่าเสื่อมแต่ถ้าท่านแข็งแรง และอยากให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่ม ท่านสามารถออกกำลังกายโดยการเดินเร็ว

วิธีการที่จะให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน โดยการเดินเร็วๆทำได้โดย การเดินก้าวยาวๆ เดินเร็วๆและแกว่งแขนแรงๆ การเดินเร็วๆอาจจะเดินได้ 5-8 กม.ต่อชั่วโมง นอกจากนั้นท่านอาจจะเดินแบบแข่งเดินทนซึ่งเดินได้เร็ว 6-9 กม./ชม.การเดินเป็นประจำจะทำให้ท่านมีสุขภาพหัวใจ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทนทาน รวมทั้งข้อก็มีการเคลื่อนไหวได้

การเดินจะเผาผลาญพลังงานเท่าใด

การเดินจะใช้พลังงานมากหรือน้อยขึ้นกับน้ำหนักของท่าน ความเร็วที่ท่านเดิน และการแกว่งแขนว่าแรงเพียงใด การเดินด้วยความเร็วประมาณ 6 กม./ชม.จะเผาผลาญพลังงานไปประมาณ 440กิโลแคลอรี ผู้ที่มีน้ำหนักมากจะเผาพลังงานมากกว่าผู้ที่น้ำหนักน้อย การวิ่งบนพื้นราบจะใช้พลังงานมากกว่าวิ่งบนสายพาน ดังนั้นหากต้องการเผาผลาญพลังงานควรจะวิ่งบนพื้นราบและทางชัน สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าหากต้องการเผาผลาญพลังงานเพิ่มให้เพิ่มเวลาการออกกำลังกาย

วิธีการออกกำลังกายโดยการเดิน

ท่านอาจจะนัดกันเดินตามสวนสาธารณะเป็นกลุ่ม หรืออาจจะเข้าร่วมกับกลุ่มที่เข้าเดินเป็นประจำ กำหนดจุดหมายที่จะถึงหรือกำหนดเวลาที่จะเดินแล้วจึงเดินไปพร้อมๆกัน ทางเดินที่ดีควรจะมีเนินสูงต่ำและไม่ร้อน

ประโยชน์ของการเดินเร็วๆ

  • การเดินสัปดาห์ละ 1-3 ชั่วโมงจะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 30
  • การเดินสัปดาห์ละ 3 ชม.จะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 35
  • การเดินสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงจะลดการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 40
  • การเดินเร็วๆจะมีอาการปวดข้อเท้าและข้อเข่าน้อยกว่าการวิ่ง
  • การเดินเร็วๆวันละ20-60 นาทีสัปดาห์ละ 3 ครั้งจะลดความตึงเครียด
  • การเดินสามารถทำได้คนเดียวไม่ต้องคอยกลุ่ม

วัณโรค โรคน่ากลัวที่ต้องรู้

สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยยิ่งนับวันก็ยิ่งแย่ลงอย่างต่อเนื่อง พบสถิติผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปีตรงกันข้ามกับที่ตั้งเป้าหมายไว้ในเรื่องของการลดจำนวนผู้ป่วยลง จึงถือเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข โดยในบางส่วนยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างที่ควรจะเป็น

              วัณโรคที่สำคัญที่สุดก็คือวัณโรคปอด เพราะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังคนรอบข้างได้มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ส่วนวัณโรคอื่นนอกจากปอด ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มปอด เป็นต้น อาการแสดงโรคขึ้นอยู่กับอวัยวะดังกล่าว

การแพร่กระจายเชื้อไปยังคนรอบข้าง เกิดจากการไอ จาม โดยมีเชื้ออยู่ในเสมหะ หากผู้อื่นได้รับเชื้อวัณโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมา อาจเกิดโรคได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรค 100% ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้รับเชื้อเพียง 10% เท่านั้นที่เกิดโรค

แม้วัณโรคจะเป็นโรคติอต่อแต่การรับเชื้อก็ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเชื้อจะต้องเกิดโรคแน่นอน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของผู้รับเชื้อ หากในขณะที่รับเชื้อภูมิต้านมีความอ่อนแอ เช่น ได้รับยากดภูมิ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีโอกาสเกิดโรคได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมขณะรับเชื้อก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เช่น ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าสถานที่โล่งแจ้ง เป็นต้น

วิธีการสังเกตว่าอาการป่วยเป็นวัณโรคคือ มีอาการไอเรื้อรังชัดเจนนานเกิน 3 สัปดาห์ บางครั้งมีอาการอื่นประกอบ เช่น มีไข้ต่ำ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดศีรษะเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น ทั้งนี้ในการไอเรื้อรังนานเกิน 3 สัปดาห์บางครั้งก็อาจเป็นโรคอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โดยในส่วนของวัณโรคนั้นผู้ป่วยควรตระหนักไว้เสมอว่าเป็นโรคติดต่อที่ส่งผลต่อคนรอบข้างได้ จึงควรเข้ารับการรักษาเพื่อตนเองและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ได้แก่

  • การติดเชื้อร่วมกันในคนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • การกินยาไม่ต่อเนื่องของผู้ป่วยวัณโรค โดยปกติการกินยาจะต้องกินต่อเนื่อง 6-9 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อที่ไม่แบ่งตัวภายในเซลล์ให้หมด และเพื่อไม่ให้เกิด
  • การกลายพันธุ์ของเชื้อ แต่พบปัญหาว่าผู้ป่วยบางรายกินยาไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการดื้อยา
  • ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจละเอียด จึงไม่รู้ตัวว่าป่วยและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

การดื้อยา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ไม่เคยกินยาแต่รับเชื้อที่ดื้อยามา
  • กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่กินยาไม่ต่อเนื่อง กลุ่มนี้เมื่อกลับมารักษาใหม่ ยามาตรฐานที่ใช้จะไม่ได้ผล ซึ่งเป็นยาชนิดที่ต้องกินต่อเนื่อง 6 เดือน เมื่อเกิดการดื้อยาหลักแล้ว จะทำให้การรักษายาวนานจาก 6 เดือนไปเป็น 2 ปี และไม่ใช้ยาชนิดเดิม โดยจะเปลี่ยนเป็นยาฉีด ซึ่งยาชนิดนี้จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการได้ยิน อีกทั้งยังมียาชนิดอื่นเพิ่มขึ้น 2-3 ขนาน รวมถึงค่ารักษาที่เพิ่มสูงเป็น 4-5 เท่า

จึงอาจกล่าวได้ว่าการดื้อยาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญต่อสถานการณ์วัณโรคในไทยที่แย่ลง ดังนั้นผู้ป่วยวัณโรคจึงควรกินยาต่อเนื่องให้ครบ 6 เดือน เพื่อไม่ให้การรักษายากขึ้นกว่าเดิม สำหรับการรักษาให้หายขาดสามารถทำได้หากกินยาต่อเนื่อง 6 เดือนและไม่มีเชื้ออยู่ในเสมหะ ในส่วนของโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะภายใน 2 ปีหลังการรักษา